in

ผู้หญิงกับวัคซีนป้องกันมะเร็งปากมดลูก


ผู้หญิงที่อายุมากกว่า 27 ปีควรได้รับการฉีดวัคซีนป้องกันมะเร็งปากมดลูกหรือไม่?

วัคซีนมะเร็งปากมดลูก… อนุมัติให้ใช้ในผู้หญิงอายุ 9-26 ปี
ตั้งแต่กลางปี ​​2550 สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) กระทรวงสาธารณสุข วัคซีนป้องกันมะเร็งปากมดลูกได้รับการอนุมัติให้ใช้ในสตรีอายุ 9-26 ปี เพื่อป้องกันมะเร็งปากมดลูก

นอกจากนี้ อย.แจ้งว่า วัคซีนป้องกันมะเร็งปากมดลูกได้ประมาณ 70% (ไม่ครอบคลุม 100%) ทุกปี (เช่นเดียวกับผู้หญิงทุกคนที่ไม่ได้รับวัคซีนชนิดนี้)

เหตุใดองค์การอาหารและยาจึงอนุมัติสำหรับผู้หญิงอายุ 9-26 ปีเท่านั้น?

สาเหตุหลักคือ “วัคซีนนี้มีประสิทธิภาพและเป็นประโยชน์มากที่สุดสำหรับผู้ที่ไม่เคยมีเพศสัมพันธ์” ดังนั้นอายุของผู้หญิงที่ควรฉีดวัคซีน ควรอยู่ระหว่างอายุ 9-26 ปี เพราะคาดว่าผู้หญิงอายุระหว่าง 9-26 ปีจะไม่มีวันมีเพศสัมพันธ์ สาวพรหมจารี (ซึ่งไม่เป็นความจริงเสมอไปในโลกที่เร่งรีบในปัจจุบัน และมีรายงานหลายฉบับที่ระบุว่าเด็กโตเร็วขึ้น และตามมาด้วยการมีเพศสัมพันธ์เร็วขึ้น)

อันที่จริง เป็นที่นิยมสำหรับเด็กผู้หญิงอายุระหว่าง 9-13 ปีที่ได้รับวัคซีนป้องกันมะเร็งปากมดลูกชนิดนี้ เพราะเขาไม่เคยมีเซ็กส์
จากหลักฐานทางการแพทย์ พบว่าสาเหตุหลักของการเกิดมะเร็งปากมดลูกคือการติดเชื้อไวรัสที่เรียกว่า Human Papilloma Virus (HPV หรือ HPV) ซึ่งติดต่อทางเพศสัมพันธ์ แล้วมีการแลกเปลี่ยนการแพร่เชื้อนี้ซึ่งกันและกัน ผู้ชายถ่ายทอดให้ผู้หญิงหรือผู้หญิงถ่ายทอดไปยังผู้ชายที่ถ่ายทอดกลับไปกลับมา แต่ในผู้ชายการติดเชื้อจะไม่พัฒนาต่อไปจนความผิดปกติของมะเร็งปากมดลูกจะเหมือนกับในผู้หญิง

ผู้หญิงเมื่อได้รับด้วยไวรัสนี้ ผู้หญิงประมาณ 90 เปอร์เซ็นต์ที่ได้รับเชื้อไวรัส HPV จะสร้างภูมิคุ้มกันได้เอง แต่ประมาณร้อยละ 10 ไม่สามารถสร้างภูมิคุ้มกันไวรัสนี้ได้ ทำให้การติดเชื้อดำเนินต่อไปและกลายเป็นเซลล์ที่ผิดปกติ จนเป็นมะเร็งปากมดลูกในที่สุด

ดังนั้น ใครจะได้รับประโยชน์สูงสุดจากการฉีดวัคซีนมะเร็งปากมดลูก? คือคนที่ไม่เคยสัมผัสไวรัส HPV มาก่อน (เพราะถ้าติดเชื้อไปแล้วมากกว่าร้อยละ 90 จะมีภูมิคุ้มกัน) และก็คงหมายถึง คนที่ไม่เคยมีเพศสัมพันธ์

ปัจจัยเสี่ยงของมะเร็งปากมดลูก

เมื่อผู้หญิงได้รับเชื้อไวรัส HPV แล้ว 90% ของผู้หญิงที่ติดเชื้อจะหายไปเอง ซึ่งเชื่อกันว่าเป็นเรื่องเกี่ยวกับระบบภูมิคุ้มกันที่แข็งแรงของผู้ติดเชื้อที่สามารถต้านทานไวรัส HPV ตัวนี้ได้ จะมีผู้หญิงประมาณ 10 เปอร์เซ็นต์ที่ติดเชื้อ ที่ยังคงมีอยู่ในร่างกาย ซึ่งในจำนวนนี้จะมีไวรัส HPV หลงเหลืออยู่ และรอโอกาสในสภาวะที่เหมาะสมต่อการแพร่กระจายของเชื้อ เช่น เมื่อร่างกายหมดแรง ภูมิคุ้มกันร่างกายต่ำ จะทำให้เกิดการแพร่กระจายของการติดเชื้อไวรัสและพัฒนาเป็นมะเร็งปากมดลูก จะใช้เวลาประมาณ 85-10 ปี

ปัจจัยเสี่ยงหลักของมะเร็งปากมดลูก ได้แก่ การมีคู่นอนหลายคน (รวมถึงคู่นอนที่มีคู่นอนอีกหลายคน) มีเพศสัมพันธ์ตั้งแต่อายุยังน้อย มีประวัติเป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ ภูมิคุ้มกันบกพร่อง มีลูกหลายคน สูบบุหรี่ กินยาคุมกำเนิดเกิน 5 ปี และไม่เคยตรวจแปปสเมียร์ (ออกเสียงว่า แปป-สา -มีอา’ เป็นการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูก) เป็นต้น มีคำกล่าวที่ว่า “แม่ชี…จะไม่ค่อยเป็นมะเร็งปากมดลูก แต่มักพบ..ในโสเภณี”

ดังนั้นหากเป็นไปได้ควรหลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยงเหล่านี้เพื่อช่วยลดโอกาสในการติดเชื้อไวรัส HPV และลดโอกาสการเกิดมะเร็งปากมดลูกได้อีกด้วย

การตรวจ Pap smear ประจำปีช่วยลดการเสียชีวิตจากมะเร็งปากมดลูก

มีหลักฐานทางการแพทย์ที่ยืนยันว่า”หากมีการตรวจ Pap smears มากขึ้น การเสียชีวิตจากมะเร็งปากมดลูกก็จะน้อยลง”

การเฝ้าติดตามความผิดปกติของเซลล์ปากมดลูกเป็นประจำด้วยการตรวจ Pap smear ประจำปี จะช่วยติดตามความผิดปกติของเซลล์เยื่อบุผิวปากมดลูกได้ตั้งแต่เนิ่นๆ ตั้งแต่เริ่มต้นมีความผิดปกติ โดยเฉพาะผู้หญิงอายุ 35 ปีขึ้นไป ควรตรวจ Pap smear เป็นประจำทุกปี หากพบความผิดปกติในระยะแรก จะได้รับการรักษาแต่เนิ่นๆ ในขณะที่ยังมีความผิดปกติอยู่บ้าง อาการเล็กน้อย ซึ่งรักษาให้หายขาดได้ง่าย

อย่างไรก็ตาม การสำรวจความคิดเห็นของผู้หญิงไทยโดยหนึ่งในการสำรวจพบว่า “ผู้หญิงไทยร้อยละ 58 รู้ว่ามะเร็งปากมดลูกเป็นสาเหตุอันดับ 1 ของการเสียชีวิตด้วยโรคมะเร็งในสตรีไทย 90% ของผู้ตอบแบบสอบถามรู้ว่าการตรวจ Pap smear จะช่วยได้ คัดกรองมะเร็งปากมดลูกในระยะเริ่มต้นแต่ที่น่าผิดหวังที่สุดคือมีผู้หญิงไทยเพียง 25% เท่านั้นที่ไปตรวจแปปสเมียร์”

จะเห็นได้ว่าทั้งๆ ที่รู้หรือตระหนักดีว่าอันตรายของมะเร็งปากมดลูกมีมากแค่ไหน และการตรวจ Pap smear สามารถช่วยตรวจหาความผิดปกติได้ตั้งแต่เนิ่นๆ จะมีประโยชน์ขนาดไหน แต่มีผู้หญิงไทยน้อยมากที่จะได้รับการตรวจแปปสเมียร์

จึงขอร่วมแรงร่วมใจรณรงค์ให้ผู้หญิงไทยอายุ 35 ปีขึ้นไปควรตรวจแปปสเมียร์ทุกปี เพื่อคัดกรองมะเร็งปากมดลูกตั้งแต่เนิ่นๆ
ช่วยเหลือกันแบบปากต่อปาก มาคุยกันเรื่องนี้ให้มากๆ จนความรู้สึกกลัวและเขินอายถูกระงับและกลับมาเห็นความสำคัญ จะมีผู้หญิงไทยจำนวนมากไปตรวจแปปสเมียร์ ให้ทุกคนดีขึ้น เพราะในต่างประเทศมีรายงานว่าผลการตรวจร่างกายเป็นประจำทำให้ตรวจพบความผิดปกติแต่เนิ่นๆ ได้รับการรักษาตั้งแต่อายุยังน้อย อัตราการเสียชีวิตจากมะเร็งปากมดลูกลดลงอย่างมาก

นอกจากนี้การคัดกรอง Pap smear เป็นประจำ ไม่จำเป็นเฉพาะสำหรับผู้ที่ไม่ได้รับการฉีดวัคซีนเท่านั้น แม้แต่ผู้ที่ได้รับการฉีดวัคซีนก็ยังต้องตรวจ Pap smear เป็นประจำเช่นกัน เนื่องจากวัคซีนครอบคลุมเพียงร้อยละ 70 (น้อยกว่าร้อยละ 100)

ผู้หญิงที่มีอายุ 27 ปีขึ้นไปควรได้รับการฉีดวัคซีนป้องกันมะเร็งปากมดลูกหรือไม่?

กรณีของผู้หญิงอายุ 27 ปีขึ้นไป มี 2 กรณีดังนี้

1. ผู้หญิงอายุ 27 ปีขึ้นไป และไม่เคยมีเพศสัมพันธ์
ที่ไม่เคยมีเซ็กส์ก็ยังครองราชย์เป็นโสดอยู่เหมือนกันกับเด็กผู้หญิงอายุ 9-13 ปี (ที่ไม่เคยมีเพศสัมพันธ์ ไม่เคยติดเชื้อ ยังไม่มีภูมิคุ้มกัน) และอาจแต่งงานได้ หรือมีเพศสัมพันธ์เมื่อโตเป็นสาวควรฉีดวัคซีนป้องกันมะเร็งปากมดลูกเพื่อสร้างภูมิคุ้มกันให้ตัวเองตั้งแต่เนิ่นๆ และประสิทธิภาพของวัคซีนป้องกันมะเร็งปากมดลูกก็คุ้มค่า

2. ผู้หญิงอายุ 27 ปีขึ้นไปและมีเพศสัมพันธ์
ผู้ที่มีเพศสัมพันธ์มีโอกาสติดเชื้อไวรัส HPV และอาจมีภูมิคุ้มกันตามธรรมชาติถึงร้อยละ 90 ซึ่งหากเป็นกรณีนี้หากฉีดวัคซีนป้องกันมะเร็งปากมดลูกอีกครั้ง อาจไม่มีประโยชน์ หรือได้ประโยชน์น้อยไม่คุ้มเพราะคนส่วนใหญ่มีภูมิต้านทานโรคนี้อยู่แล้ว
หมุนเวียน “ยังไม่มีการศึกษาผลของการฉีดวัคซีนป้องกันมะเร็งปากมดลูกในสตรีที่มีเพศสัมพันธ์” ซึ่งจะต้องรอติดตามผลการศึกษา (ทั้งประสิทธิภาพและความปลอดภัย)

อีกประเด็นที่พูดไม่ได้ก็คือ ราคาวัคซีน เพราะวัคซีนชนิดนี้ต้องให้ 3 โดส (เท่า) ราคาปัจจุบันตกไปอยู่ที่เข็มละพันบาท รวมทั้งหมด 3 เข็ม ราวๆ หมื่นบาท (ไม่ใช่สองบาท!) จึงถือว่าคุ้มที่สุด

ป้องกันมะเร็งปากมดลูก

ย้ำว่านอกจากหลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยง รับวัคซีนตามที่ผ่านการรับรองจากอย. (ได้แก่ ผู้หญิงอายุ 9-26 ปี) รวมทั้งตรวจแปปสเมียร์เป็นประจำ ทั้งสามด้านนี้สามารถจัดการกับมะเร็งปากมดลูกได้อย่างมีประสิทธิภาพ การสังเกตอาการมะเร็งปากมดลูกด้วยตนเองเป็นอีกวิธีหนึ่งในการติดตามการลุกลามของมะเร็งปากมดลูก เลือดออกผิดปกติ (เช่น เลือดออกหลังมีเพศสัมพันธ์) ปัสสาวะมีเลือดออก มีกลิ่นเหม็น ฯลฯ ซึ่งไม่ควรชะล่าใจ

หากมีสิ่งผิดปกติเหล่านี้เกิดขึ้น คุณควรปรึกษาสูติแพทย์เพื่อขอคำแนะนำและการดูแลที่เหมาะสม

.



ขอบคุณข้อมูลจาก doctor.or.th

in

ผู้หญิงกับวัคซีนป้องกันมะเร็งปากมดลูก


ผู้หญิงที่อายุมากกว่า 27 ปีควรได้รับการฉีดวัคซีนป้องกันมะเร็งปากมดลูกหรือไม่?

วัคซีนมะเร็งปากมดลูก… อนุมัติให้ใช้ในผู้หญิงอายุ 9-26 ปี
ตั้งแต่กลางปี ​​2550 สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) กระทรวงสาธารณสุข วัคซีนป้องกันมะเร็งปากมดลูกได้รับการอนุมัติให้ใช้ในสตรีอายุ 9-26 ปี เพื่อป้องกันมะเร็งปากมดลูก

นอกจากนี้ อย.แจ้งว่า วัคซีนป้องกันมะเร็งปากมดลูกได้ประมาณ 70% (ไม่ครอบคลุม 100%) ทุกปี (เช่นเดียวกับผู้หญิงทุกคนที่ไม่ได้รับวัคซีนชนิดนี้)

เหตุใดองค์การอาหารและยาจึงอนุมัติสำหรับผู้หญิงอายุ 9-26 ปีเท่านั้น?

สาเหตุหลักคือ “วัคซีนนี้มีประสิทธิภาพและเป็นประโยชน์มากที่สุดสำหรับผู้ที่ไม่เคยมีเพศสัมพันธ์” ดังนั้นอายุของผู้หญิงที่ควรฉีดวัคซีน ควรอยู่ระหว่างอายุ 9-26 ปี เพราะคาดว่าผู้หญิงอายุระหว่าง 9-26 ปีจะไม่มีวันมีเพศสัมพันธ์ สาวพรหมจารี (ซึ่งไม่เป็นความจริงเสมอไปในโลกที่เร่งรีบในปัจจุบัน และมีรายงานหลายฉบับที่ระบุว่าเด็กโตเร็วขึ้น และตามมาด้วยการมีเพศสัมพันธ์เร็วขึ้น)

อันที่จริง เป็นที่นิยมสำหรับเด็กผู้หญิงอายุระหว่าง 9-13 ปีที่ได้รับวัคซีนป้องกันมะเร็งปากมดลูกชนิดนี้ เพราะเขาไม่เคยมีเซ็กส์
จากหลักฐานทางการแพทย์ พบว่าสาเหตุหลักของการเกิดมะเร็งปากมดลูกคือการติดเชื้อไวรัสที่เรียกว่า Human Papilloma Virus (HPV หรือ HPV) ซึ่งติดต่อทางเพศสัมพันธ์ แล้วมีการแลกเปลี่ยนการแพร่เชื้อนี้ซึ่งกันและกัน ผู้ชายถ่ายทอดให้ผู้หญิงหรือผู้หญิงถ่ายทอดไปยังผู้ชายที่ถ่ายทอดกลับไปกลับมา แต่ในผู้ชายการติดเชื้อจะไม่พัฒนาต่อไปจนความผิดปกติของมะเร็งปากมดลูกจะเหมือนกับในผู้หญิง

ผู้หญิงเมื่อได้รับด้วยไวรัสนี้ ผู้หญิงประมาณ 90 เปอร์เซ็นต์ที่ได้รับเชื้อไวรัส HPV จะสร้างภูมิคุ้มกันได้เอง แต่ประมาณร้อยละ 10 ไม่สามารถสร้างภูมิคุ้มกันไวรัสนี้ได้ ทำให้การติดเชื้อดำเนินต่อไปและกลายเป็นเซลล์ที่ผิดปกติ จนเป็นมะเร็งปากมดลูกในที่สุด

ดังนั้น ใครจะได้รับประโยชน์สูงสุดจากการฉีดวัคซีนมะเร็งปากมดลูก? คือคนที่ไม่เคยสัมผัสไวรัส HPV มาก่อน (เพราะถ้าติดเชื้อไปแล้วมากกว่าร้อยละ 90 จะมีภูมิคุ้มกัน) และก็คงหมายถึง คนที่ไม่เคยมีเพศสัมพันธ์

ปัจจัยเสี่ยงของมะเร็งปากมดลูก

เมื่อผู้หญิงได้รับเชื้อไวรัส HPV แล้ว 90% ของผู้หญิงที่ติดเชื้อจะหายไปเอง ซึ่งเชื่อกันว่าเป็นเรื่องเกี่ยวกับระบบภูมิคุ้มกันที่แข็งแรงของผู้ติดเชื้อที่สามารถต้านทานไวรัส HPV ตัวนี้ได้ จะมีผู้หญิงประมาณ 10 เปอร์เซ็นต์ที่ติดเชื้อ ที่ยังคงมีอยู่ในร่างกาย ซึ่งในจำนวนนี้จะมีไวรัส HPV หลงเหลืออยู่ และรอโอกาสในสภาวะที่เหมาะสมต่อการแพร่กระจายของเชื้อ เช่น เมื่อร่างกายหมดแรง ภูมิคุ้มกันร่างกายต่ำ จะทำให้เกิดการแพร่กระจายของการติดเชื้อไวรัสและพัฒนาเป็นมะเร็งปากมดลูก จะใช้เวลาประมาณ 85-10 ปี

ปัจจัยเสี่ยงหลักของมะเร็งปากมดลูก ได้แก่ การมีคู่นอนหลายคน (รวมถึงคู่นอนที่มีคู่นอนอีกหลายคน) มีเพศสัมพันธ์ตั้งแต่อายุยังน้อย มีประวัติเป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ ภูมิคุ้มกันบกพร่อง มีลูกหลายคน สูบบุหรี่ กินยาคุมกำเนิดเกิน 5 ปี และไม่เคยตรวจแปปสเมียร์ (ออกเสียงว่า แปป-สา -มีอา’ เป็นการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูก) เป็นต้น มีคำกล่าวที่ว่า “แม่ชี…จะไม่ค่อยเป็นมะเร็งปากมดลูก แต่มักพบ..ในโสเภณี”

ดังนั้นหากเป็นไปได้ควรหลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยงเหล่านี้เพื่อช่วยลดโอกาสในการติดเชื้อไวรัส HPV และลดโอกาสการเกิดมะเร็งปากมดลูกได้อีกด้วย

การตรวจ Pap smear ประจำปีช่วยลดการเสียชีวิตจากมะเร็งปากมดลูก

มีหลักฐานทางการแพทย์ที่ยืนยันว่า”หากมีการตรวจ Pap smears มากขึ้น การเสียชีวิตจากมะเร็งปากมดลูกก็จะน้อยลง”

การเฝ้าติดตามความผิดปกติของเซลล์ปากมดลูกเป็นประจำด้วยการตรวจ Pap smear ประจำปี จะช่วยติดตามความผิดปกติของเซลล์เยื่อบุผิวปากมดลูกได้ตั้งแต่เนิ่นๆ ตั้งแต่เริ่มต้นมีความผิดปกติ โดยเฉพาะผู้หญิงอายุ 35 ปีขึ้นไป ควรตรวจ Pap smear เป็นประจำทุกปี หากพบความผิดปกติในระยะแรก จะได้รับการรักษาแต่เนิ่นๆ ในขณะที่ยังมีความผิดปกติอยู่บ้าง อาการเล็กน้อย ซึ่งรักษาให้หายขาดได้ง่าย

อย่างไรก็ตาม การสำรวจความคิดเห็นของผู้หญิงไทยโดยหนึ่งในการสำรวจพบว่า “ผู้หญิงไทยร้อยละ 58 รู้ว่ามะเร็งปากมดลูกเป็นสาเหตุอันดับ 1 ของการเสียชีวิตด้วยโรคมะเร็งในสตรีไทย 90% ของผู้ตอบแบบสอบถามรู้ว่าการตรวจ Pap smear จะช่วยได้ คัดกรองมะเร็งปากมดลูกในระยะเริ่มต้นแต่ที่น่าผิดหวังที่สุดคือมีผู้หญิงไทยเพียง 25% เท่านั้นที่ไปตรวจแปปสเมียร์”

จะเห็นได้ว่าทั้งๆ ที่รู้หรือตระหนักดีว่าอันตรายของมะเร็งปากมดลูกมีมากแค่ไหน และการตรวจ Pap smear สามารถช่วยตรวจหาความผิดปกติได้ตั้งแต่เนิ่นๆ จะมีประโยชน์ขนาดไหน แต่มีผู้หญิงไทยน้อยมากที่จะได้รับการตรวจแปปสเมียร์

จึงขอร่วมแรงร่วมใจรณรงค์ให้ผู้หญิงไทยอายุ 35 ปีขึ้นไปควรตรวจแปปสเมียร์ทุกปี เพื่อคัดกรองมะเร็งปากมดลูกตั้งแต่เนิ่นๆ
ช่วยเหลือกันแบบปากต่อปาก มาคุยกันเรื่องนี้ให้มากๆ จนความรู้สึกกลัวและเขินอายถูกระงับและกลับมาเห็นความสำคัญ จะมีผู้หญิงไทยจำนวนมากไปตรวจแปปสเมียร์ ให้ทุกคนดีขึ้น เพราะในต่างประเทศมีรายงานว่าผลการตรวจร่างกายเป็นประจำทำให้ตรวจพบความผิดปกติแต่เนิ่นๆ ได้รับการรักษาตั้งแต่อายุยังน้อย อัตราการเสียชีวิตจากมะเร็งปากมดลูกลดลงอย่างมาก

นอกจากนี้การคัดกรอง Pap smear เป็นประจำ ไม่จำเป็นเฉพาะสำหรับผู้ที่ไม่ได้รับการฉีดวัคซีนเท่านั้น แม้แต่ผู้ที่ได้รับการฉีดวัคซีนก็ยังต้องตรวจ Pap smear เป็นประจำเช่นกัน เนื่องจากวัคซีนครอบคลุมเพียงร้อยละ 70 (น้อยกว่าร้อยละ 100)

ผู้หญิงที่มีอายุ 27 ปีขึ้นไปควรได้รับการฉีดวัคซีนป้องกันมะเร็งปากมดลูกหรือไม่?

กรณีของผู้หญิงอายุ 27 ปีขึ้นไป มี 2 กรณีดังนี้

1. ผู้หญิงอายุ 27 ปีขึ้นไป และไม่เคยมีเพศสัมพันธ์
ที่ไม่เคยมีเซ็กส์ก็ยังครองราชย์เป็นโสดอยู่เหมือนกันกับเด็กผู้หญิงอายุ 9-13 ปี (ที่ไม่เคยมีเพศสัมพันธ์ ไม่เคยติดเชื้อ ยังไม่มีภูมิคุ้มกัน) และอาจแต่งงานได้ หรือมีเพศสัมพันธ์เมื่อโตเป็นสาวควรฉีดวัคซีนป้องกันมะเร็งปากมดลูกเพื่อสร้างภูมิคุ้มกันให้ตัวเองตั้งแต่เนิ่นๆ และประสิทธิภาพของวัคซีนป้องกันมะเร็งปากมดลูกก็คุ้มค่า

2. ผู้หญิงอายุ 27 ปีขึ้นไปและมีเพศสัมพันธ์
ผู้ที่มีเพศสัมพันธ์มีโอกาสติดเชื้อไวรัส HPV และอาจมีภูมิคุ้มกันตามธรรมชาติถึงร้อยละ 90 ซึ่งหากเป็นกรณีนี้หากฉีดวัคซีนป้องกันมะเร็งปากมดลูกอีกครั้ง อาจไม่มีประโยชน์ หรือได้ประโยชน์น้อยไม่คุ้มเพราะคนส่วนใหญ่มีภูมิต้านทานโรคนี้อยู่แล้ว
หมุนเวียน “ยังไม่มีการศึกษาผลของการฉีดวัคซีนป้องกันมะเร็งปากมดลูกในสตรีที่มีเพศสัมพันธ์” ซึ่งจะต้องรอติดตามผลการศึกษา (ทั้งประสิทธิภาพและความปลอดภัย)

อีกประเด็นที่พูดไม่ได้ก็คือ ราคาวัคซีน เพราะวัคซีนชนิดนี้ต้องให้ 3 โดส (เท่า) ราคาปัจจุบันตกไปอยู่ที่เข็มละพันบาท รวมทั้งหมด 3 เข็ม ราวๆ หมื่นบาท (ไม่ใช่สองบาท!) จึงถือว่าคุ้มที่สุด

ป้องกันมะเร็งปากมดลูก

ย้ำว่านอกจากหลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยง รับวัคซีนตามที่ผ่านการรับรองจากอย. (ได้แก่ ผู้หญิงอายุ 9-26 ปี) รวมทั้งตรวจแปปสเมียร์เป็นประจำ ทั้งสามด้านนี้สามารถจัดการกับมะเร็งปากมดลูกได้อย่างมีประสิทธิภาพ การสังเกตอาการมะเร็งปากมดลูกด้วยตนเองเป็นอีกวิธีหนึ่งในการติดตามการลุกลามของมะเร็งปากมดลูก เลือดออกผิดปกติ (เช่น เลือดออกหลังมีเพศสัมพันธ์) ปัสสาวะมีเลือดออก มีกลิ่นเหม็น ฯลฯ ซึ่งไม่ควรชะล่าใจ

หากมีสิ่งผิดปกติเหล่านี้เกิดขึ้น คุณควรปรึกษาสูติแพทย์เพื่อขอคำแนะนำและการดูแลที่เหมาะสม

.



ขอบคุณข้อมูลจาก doctor.or.th