in

ผู้สูงอายุ อยู่อย่างไรไกลโรค

ผู้สูงอายุ อยู่อย่างไรไกลโรค

“ผู้สูงอายุ” ตามพระราชบัญญัติผู้สูงอายุ พ.ศ. ๒๕๕๘

ประเทศไทยใช้เกณฑ์เดียวกับของสหประชาชาติ แต่บางประเทศอาจใช้เกณฑ์ที่แตกต่างกัน ตัวอย่างเช่น ในสหรัฐอเมริกา ผู้สูงอายุคือผู้ที่มีอายุ 65 ปีขึ้นไป

ข้อมูลจากสำนักงานสถิติแห่งชาติ พบว่า จำนวนผู้สูงอายุ (อายุ 60 ปีขึ้นไป) เพิ่มขึ้นตามลำดับจากปี 2548 (10.4%) 2549 (ร้อยละ 10.5) 2550 (ร้อยละ 10.7) ประเทศ 65.69 ล้านคน จำนวนผู้สูงอายุอยู่ที่ 10.7% จาก 65.69 ล้านคน นั่นคือ ณ ปี 2550 มีผู้สูงอายุ 7 ล้านคน

ทำไมต้องดูแลสุขภาพผู้สูงอายุ?
สาเหตุการเสียชีวิตของผู้สูงอายุไทย จำแนกได้ 7 โรค ดังนี้ มะเร็ง โรคหัวใจ โรคไต โรคปอดบวม เบาหวาน โรคตับ และอัมพาต

การเจ็บป่วยที่เกิดขึ้นกับผู้สูงอายุ มักมาจากปัจจัยหลัก 4 ประการ คือ การเสื่อมของอวัยวะตามวัย พฤติกรรมที่ผ่านมา และ/หรือ ไลฟ์สไตล์ การเปลี่ยนแปลงของเซลล์ร่างกายและปัจจัยทางพันธุกรรม
พบโรคต่างๆ ที่ส่งผลต่อผู้สูงอายุสามารถป้องกันได้

โดยธรรมชาติแล้ว ผู้สูงอายุที่มีความเสื่อมมักจะไม่ดีเท่าวัยอื่นๆ ภาวะแทรกซ้อนง่าย ทุพพลภาพสูง เสียค่าใช้จ่ายเป็นจำนวนมาก เป็นภาระแก่ผู้ป่วย ครอบครัว และเป็นปัญหาสังคมอย่างหนึ่ง

ความเสื่อมของอวัยวะผู้สูงอายุ เช่น
– ผิวบางลง ความยืดหยุ่นลดลง ช้ำง่าย
– โรคกระดูกพรุน เสี่ยงกระดูกหักเมื่อได้รับบาดเจ็บ
สายตายาว ต้อกระจก
– เซลล์ประสาทการได้ยิน หูหนวก
– น้ำตาลในเลือดเริ่มผิดปกติ เสี่ยงเบาหวาน
– หลอดเลือด เสี่ยงต่อโรคหลอดเลือดหัวใจและสมอง
– การทำงานของตับเสื่อมลง
– ไต การกำจัดของเสียออกจากร่างกายเป็นปัญหามากขึ้น
– เซลล์สมองและเนื้อเยื่อสมองลดลง ความจำลดลง

ดังนั้นการรู้จักธรรมชาติของร่างกายที่เสื่อมโทรมตามวัย ดูแลตัวเองให้ดี ตรวจสุขภาพก่อนมีอาการ รีบไปรักษาตัว ก็จะทำให้ท่านเป็นผู้สูงอายุที่มีสุขภาพแข็งแรง มีคุณภาพชีวิตที่ดี เป็นที่ปรารถนาของทุกคน

ผู้สูงอายุที่มีพฤติกรรม
พฤติกรรมของผู้สูงอายุที่เกี่ยวข้องกับร่างกาย จิตใจ และปัจจัย 4

อาหาร
อาหารสำหรับผู้สูงอายุ ต้องครอบคลุมอาหารหลัก 5 หมู่ ไม่ว่าจะเป็น โปรตีน ไขมัน แร่ธาตุ วิตามิน ผัก ผลไม้ ฯลฯ

ผู้สูงอายุควรหลีกเลี่ยงอาหารที่มีรสหวาน มัน และเค็มมาก (ไม่หวาน ไม่มัน ไม่เค็ม) และดื่มน้ำสะอาดอย่างน้อย 6-8 แก้วต่อวัน (หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และน้ำอัดลม)

มีแร่ธาตุมากมายที่ผู้สูงอายุต้องการและมักขาด ได้แก่ แคลเซียม ธาตุเหล็ก และสังกะสี
– อาหารที่มีแคลเซียมสูง ได้แก่ นม เต้าหู้ ถั่วเหลือง สาหร่าย งา ปลาเล็กปลาป่น ผักใบเขียว
อาหารที่อุดมด้วยสังกะสี ได้แก่ อาหารทะเล ปลา จมูกข้าวสาลี งา
อาหารที่อุดมด้วยธาตุเหล็ก ได้แก่ เนื้อสัตว์ อวัยวะของสัตว์ สาหร่าย เมล็ดฟักทอง งา และจมูกข้าวสาลี

ออกกำลังกาย
จากการสำรวจในปี 2550 โดยสำนักงานสถิติแห่งชาติพบว่ามีคนไทยอายุ 11 ปีขึ้นไปเพียงร้อยละ 30 (16 ล้านคน) ที่ออกกำลังกาย ขณะที่มากกว่า 38 ล้านคนไม่ได้ออกกำลังกาย

การไม่ใช้งานของเรา พวกเขามีความเสี่ยงต่อโรคต่างๆ รวมทั้งโรคหลอดเลือดหัวใจ มะเร็ง เบาหวาน ความเครียด และภาวะซึมเศร้า โรคข้อเข่าเสื่อมและโรคกระดูกพรุน

ผู้สูงอายุสามารถออกกำลังกายได้ตามความเหมาะสมของร่างกาย เช่น
– ทำแบบฝึกหัด ช่วยเสริมสร้างข้อต่อและกล้ามเนื้อ ทรงตัวได้ดี ไม่หลุดง่าย (รำมวยจีน ฝึกโยคะ)
– การออกกำลังกายแบบแอโรบิก เป็นการเคลื่อนไหวร่างกายอย่างต่อเนื่องเป็นเวลา 3-5 นาทีขึ้นไป (จ็อกกิ้ง เดินเร็ว ปั่นจักรยาน ว่ายน้ำ แอโรบิก หรือเดินบนลู่วิ่ง)
– การฝึกกล้ามเนื้อเฉพาะส่วน กล้ามเนื้อหดตัว ต้นขาของผู้สูงอายุที่เป็นโรคข้อเข่าเสื่อม ช่วยเสริมสร้างกล้ามเนื้อ ลดอาการปวด และลดความรุนแรงของโรค
– เล่นกีฬาที่ชอบได้สนุก แต่อย่าหักโหมจนเกินไป
วิธีออกกำลังกายให้ได้ประโยชน์
– หากไม่มีโรคประจำตัว การออกกำลังกายแบบแอโรบิกจะเป็นประโยชน์สูงสุด
– ค่อยๆ เริ่มยืดตัว เมื่อหยุดจะค่อยๆ หยุดให้ร่างกายและหัวใจปรับตัว
– ระยะเวลาของการออกกำลังกายคือ 30 นาทีต่อครั้งและ 3-4 ครั้งต่อสัปดาห์
– เป้าหมายคือให้มีอัตราการเต้นของหัวใจเท่ากับ 50-80% ของอัตราการเต้นของหัวใจสูงสุด
– อัตราการเต้นของหัวใจสูงสุด = 220 ลบอายุ (ปี) ตัวอย่างเช่น เมื่ออายุ 70 ​​อัตราการเต้นของหัวใจสูงสุดคือ 220 – 70 = 150 ครั้ง/นาที ดังนั้นคุณต้องออกกำลังกายเพื่อให้ได้อัตราการเต้นของหัวใจระหว่าง 75-120 ครั้ง/นาที

ความอ้วน
คุณรู้ได้อย่างไรว่าคุณอ้วน
มีวิธีสังเกตง่ายๆ วัดรอบเอว ผู้ชายมีเอว เกิน 36 นิ้ว หรือ 90 ซม. รอบเอวผู้หญิงเกิน 32 นิ้ว หรือ 80 ซม.ถือว่าอ้วนเท่าพุง

อีกวิธียอดนิยมคือ การคำนวณดัชนีมวลกายโดยใช้สูตร

ดัชนีมวลกาย = น้ำหนักตัว (กก.) หารด้วยส่วนสูง (ม.) ยกกำลังสอง

หากดัชนีมวลกายอยู่ระหว่าง 23-24.9 กิโลกรัมต่อเมตร2 ถือว่าน้ำหนักเกินแต่จาก 25 กก./ม.2 ขึ้นถือว่าอ้วน

ตัวอย่าง นายเค น้ำหนัก 67 กก. ส่วนสูง 160 ซม.
ดัชนีมวลกาย = 67 หารด้วย 1.6 กำลังสอง
= 26.17 กก. ต่อเมตร2
ถือว่าอ้วน

โรคอ้วน น้ำหนักเกิน ทำให้ผู้สูงอายุเครียด หงุดหงิด ฉุนเฉียว โมโหง่าย และการกรนเป็นสาเหตุของโรคอื่นๆ อีกมากมาย เช่น เบาหวาน ไขมันในเลือดสูง ความดันโลหิตสูง หัวใจและหลอดเลือด โรคข้อเข่าเสื่อม
นอกจากนี้ยังเกี่ยวข้องกับมะเร็งบางชนิด เช่น มะเร็งลำไส้ มะเร็งเต้านม มะเร็งต่อมลูกหมาก

ตรวจสุขภาพร่างกาย
สิ่งสำคัญคือต้องตระหนักถึงอาการของคุณ ที่ผู้สูงอายุและวัยอื่นๆ ควรรักษา เช่น แผลเรื้อรัง ปัญหาการกลืนหรือการย่อยอาหาร เบื่ออาหาร น้ำหนักลด ไอเรื้อรัง มีไข้เรื้อรัง อ่อนเพลียง่าย เจ็บหน้าอก ท้องเสียเรื้อรัง หรือมีอาการท้องผูกสลับกับท้องเสีย เป็นต้น ต้องไปพบแพทย์

นอกจากนี้ ผู้สูงอายุยังมีปัจจัยเสี่ยงต่อโรคหลอดเลือดหัวใจ เช่น ความดันโลหิตสูง เบาหวาน ไขมันในเลือดสูง และโรคอ้วน ซึ่งเป็นเรื่องปกติ การตรวจสุขภาพเป็นประจำจะช่วยวินิจฉัยโรคได้ตั้งแต่เนิ่นๆ ก่อนที่อาการจะเกิดขึ้น

มีโรคที่ไม่ว่าจะผู้สูงอายุหรือคนทำงานเมื่อได้ยินก็ตื่นตระหนกและท้อแท้ทั้งผู้ป่วยและญาติโรคมะเร็ง เป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับหนึ่งของผู้สูงอายุ

ข้อมูลจากสถาบันมะเร็งแห่งชาติ กระทรวงสาธารณสุขพบว่า มะเร็งของผู้หญิงที่พบมากที่สุดคือ มะเร็งปากมดลูก มะเร็งเต้านม มะเร็งตับ และมะเร็งปอด

สำหรับมะเร็งชายที่พบมากที่สุดคือมะเร็งตับ มะเร็งปอด และมะเร็งลำไส้
สิ่งสำคัญคือต้องตรวจสุขภาพของคุณก่อนเริ่มมีอาการของมะเร็ง เพราะการวินิจฉัยแต่เนิ่นๆ มักจะให้ผลลัพธ์ที่ดี

การดูแลสุขภาพเพื่อป้องกันโรคหรือปัญหาที่พบบ่อยในผู้สูงอายุ
จริงๆ แล้ว โรคหรือปัญหาต่างๆ ที่พบได้บ่อยในผู้สูงอายุสามารถป้องกันได้ หรือถ้าเป็นโรคอยู่แล้ว ถ้ารู้จักดูแลตัวเองอย่างถูกต้อง ก็สามารถลดความรุนแรงหรือภาวะแทรกซ้อนได้ ตัวอย่างโรคหรือปัญหาที่ผู้สูงอายุดูแลตัวเองได้ มีดังนี้

โรคข้อเข่าเสื่อม
– โรคข้ออักเสบที่พบบ่อยโดยเฉพาะผู้สูงอายุ
– การเปลี่ยนแปลงของกระดูกอ่อนข้อโดยค่อยๆ ถูกทำลาย
– จะมีอาการปวดในตำแหน่งข้อต่อ โดยปกติหลังจากใช้ข้อต่อมากกว่าปกติ
– มักไม่ค่อยบวมที่ข้อ ข้อจะอุ่นกว่าปกติเล็กน้อย เมื่อข้อต่อพักความเจ็บปวดจะบรรเทาลงหรือหายไป ใช้แล้วปวดกลับมาอีก
– อาการจะเป็นๆ หายๆ ขึ้นกับการใช้ข้อต่อ
– อาการตึงหลังพักข้อหรือหยุดเคลื่อนไหวข้อต่อเป็นเวลานาน เช่น หลังจากตื่นนอน อาการตึงมักใช้เวลาไม่เกิน 15 นาที และจะดีขึ้นเมื่อขยับข้อเล็กน้อย
การดูแลสุขภาพเพื่อป้องกันหรือลดความรุนแรงของโรคข้อเข่าเสื่อม
– ลดน้ำหนักหรือควบคุมน้ำหนักตัวไม่ให้อ้วน จะดีต่อข้อเข่า
– ออกกำลังกายกล้ามเนื้อรอบข้อให้แข็งแรงสม่ำเสมอ
– ใช้ข้อต่ออย่างระมัดระวัง ถนอมข้อต่อ หลีกเลี่ยงการเคลื่อนไหวข้อต่ออย่างรวดเร็ว บิดข้อต่อซ้ำๆ บ่อยๆ
– สำหรับข้อเข่า หลีกเลี่ยงการนั่งยองๆ ไขว้ขา และคุกเข่าเพื่อลดแรงกดบนข้อต่อ

ตก
การหกล้มของผู้สูงอายุและวัยอื่นๆ ทำให้เกิดการบาดเจ็บต่ออวัยวะต่างๆ ของร่างกาย เช่น ถลอก กระดูกหัก กระดูกหัก ข้อพลิก เป็นต้น

ประชากรผู้สูงอายุของไทยที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไปในเมืองนี้มีความชุกของการหกล้มถึง 19.8% ในช่วงหกเดือน

ปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้ผู้สูงอายุหกล้ม ได้แก่ ปัญหาการได้ยินและการมองเห็น ความจำเสื่อม ภาวะทุพโภชนาการ โรคทางสมอง โรคข้ออักเสบ และการใช้ยาอย่างไม่เหมาะสม
จะป้องกันการหกล้มได้อย่างไร?
– ส่งเสริมสุขภาพ เช่น การออกกำลังกายเพื่อเสริมสร้างกล้ามเนื้อ การเดินที่ถูกต้อง การฝึกมีโภชนาการที่ดี หลีกเลี่ยงการรับประทานยาที่ไม่จำเป็นหรือมากเกินไป ใช้เครื่องช่วยเดิน ปรับพฤติกรรมของคุณ (เช่น ลุกขึ้นช้าๆ มองหาสิ่งของรอบตัวคุณที่สามารถจับได้)
– เปลี่ยนสิ่งแวดล้อม เช่น ใช้วัสดุกันลื่นในห้องน้ำ ทางเดินมีราวจับตลอด ห้ามเดินในบริเวณที่เสี่ยงต่อการหกล้ม อย่าวางของให้รก หลีกเลี่ยงการเลี้ยงสุนัขไว้ในบ้าน มีแสงสว่างเพียงพอในทางเดิน เตียง เก้าอี้ ห้องสุขาอยู่ในระดับความสูงที่เหมาะสม ไม่เตี้ยหรือสูงเกินไป

ภาวะสมองเสื่อม
พบว่าหลังจากอายุ 60 ปี ความชุกของภาวะสมองเสื่อมเพิ่มขึ้น 2 เท่าทุกๆ 5 ปี เนื่องจากความผิดปกติของสมอง เช่น ความจำ การคิด การตัดสินใจ การคำนวณ การรับรู้ทิศทาง และการใช้ภาษาที่แสดงออกมีมากกว่าวัยเดียวกัน หรือมากกว่าการหลงลืมที่เกี่ยวข้องกับอายุ ซึ่งจะมีผลกระทบต่อชีวิตประจำวัน การงาน หรือการเข้าสังคม อาจมีการเปลี่ยนแปลงบุคลิกภาพและพฤติกรรม โรคที่พบบ่อย ได้แก่ โรคอัลไซเมอร์ ตามด้วยโรคหลอดเลือดสมอง

การป้องกันภาวะสมองเสื่อมสามารถทำได้ดังนี้
– ป้องกันหรือรักษาความดันโลหิตสูง เบาหวาน และไขมันในเลือดให้อยู่ในระดับปกติ
– พยายามทำกิจกรรมที่กระตุ้นสมอง ผ่านประสาทสัมผัสต่างๆ เช่น ตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจ โดยใช้สมองทุกส่วน เพื่อสร้างการเรียนรู้ การคิด การแก้ปัญหา การวางแผนและการตัดสินใจ เช่น การเข้าร่วมชมรมผู้สูงอายุ การเรียน การเล่นดนตรี ร้องเพลง , ท่องเที่ยว , ทำงานหลังเกษียณ
– หลีกเลี่ยงกิจกรรมที่ขาดทักษะ เช่น นั่งเฉยๆ นอนทั้งวัน ดูทีวีอย่างเดียว ไม่ยอมเข้าสังคม
– ทำจิตใจให้สดใสร่าเริง พบว่าความเครียดและอารมณ์ซึมเศร้าส่งผลต่อการมีสติและความจำเพิ่มเสี่ยงเป็นโรคสมองเสื่อม
– งดการสูบบุหรี่และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์
– ออกกำลังกายสม่ำเสมอ

สุขภาพดีทั้งกายและใจคือสิ่งที่ทุกคนต้องการ แต่การได้มาซึ่งสุขภาพที่ดีต้องลงมือทำเองอย่างต่อเนื่อง

.
ที่มาข้อมูล