in

ป้องกันภูมิแพ้

ป้องกันภูมิแพ้

คำถาม : นภาพร/กรุงเทพฯ
ฉันอายุ 30 ปี และฉันเป็นโรคภูมิแพ้ทางกรรมพันธุ์ เรามีลูกสาวอายุ 2 ขวบที่ต้องการทราบวิธีการปฏิบัติตน เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาภูมิแพ้ในอนาคต ทั้งสำหรับตัวเองและลูกสาว

1. ฉันควรประพฤติตนอย่างไร? อย่าให้ภูมิแพ้กำเริบ (อยู่กับภูมิแพ้ ไม่แพ้ ภูมิแพ้รบกวนการทำงาน)

2. ลูกสาวจะมีโอกาสเป็นโรคภูมิแพ้ด้วยหรือไม่?

ตอบ ดร.ปารยา อาสนะเสน
ต่อไปนี้คือคำแนะนำบางประการสำหรับการรักษามารดาที่เป็นโรคภูมิแพ้:

1. หลีกเลี่ยงสิ่งที่สามารถกระตุ้น ให้ผู้ป่วยมีอาการดังต่อไปนี้

♦ ความเครียด นอนหลับไม่เพียงพอ อารมณ์เศร้า วิตกกังวล เสียใจ

♦ ฉุน ฝุ่น ควัน อากาศเปลี่ยนแปลง (ดังนั้น จำเป็นต้องหลีกเลี่ยง โดยสังเกตสภาพแวดล้อมที่คุณอยู่ สิ่งที่คุณสัมผัส หรือกิน และอาการเพิ่มขึ้น หลีกเลี่ยง) จัดบ้านและห้องนอนของคุณตามคำแนะนำของแพทย์

♦ ควรป้องกันการติดเชื้อทางเดินหายใจหรือหวัดโดยหลีกเลี่ยงปัจจัยที่ทำให้ระบบภูมิคุ้มกันอ่อนแอ เช่น ความเครียด การนอนหลับไม่เพียงพอ การสัมผัสกับอากาศที่เย็นเกินไป เช่น เมื่อนอนกับเครื่องปรับอากาศหรือพัดลมเป่าที่ปลายนิ้วของคุณ ให้ร่างกายอบอุ่นไม่เพียงพอ ดื่มหรืออาบน้ำเย็น โดนฝน หรือประสบกับสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วจากร้อนเป็นเย็นจากเย็นเป็นร้อน หรือมีคนรอบข้างที่ป่วยจะแพร่เชื้อ

2. คุณควรออกกำลังกายแบบแอโรบิก สม่ำเสมอ (การออกกำลังกายแบบแอโรบิค คือ การออกกำลังกาย – การออกกำลังกายที่ทำให้หัวใจเต้นเร็วขึ้น หายใจเร็วขึ้นอย่างต่อเนื่องอย่างน้อยวันละ 30 นาที อย่างน้อย 3 วันต่อสัปดาห์ เช่น วิ่ง เดินเร็ว เดินขึ้นลงบันได ว่ายน้ำ ปั่นจักรยานอย่างหนัก (น้ำหนักที่ปรับได้, ฟุตบอล, เทนนิส, แบดมินตัน หรือ บาสเก็ตบอล) เพราะการออกกำลังกายช่วยลดความไวของเยื่อบุจมูกและ/หรือหลอดลม ทำให้ลดความจำเป็นในการกินยาและทำให้ภูมิต้านทานต่อโรคหวัดซึ่งเป็นปัจจัยกระตุ้นที่ทำให้อาการภูมิแพ้แย่ลงด้วยการมี เป็นหวัดยากหรือหายง่าย

คำถามลูกสาวมีแนวโน้มจะแพ้หรือไม่? ฉันหวังว่ามีแน่นอน อาการรุนแรงป้องกันได้ด้วยให้ความสนใจกับการป้องกันดังต่อไปนี้:

จากการสำรวจอุบัติการณ์ภูมิแพ้ในประเทศไทยพบว่าอุบัติการณ์โรคภูมิแพ้ในประเทศไทยเพิ่มขึ้น 3-4 เท่าในช่วง 40 ปีที่ผ่านมา ปัจจุบันประเทศไทยมีอุบัติการณ์ภูมิแพ้เฉลี่ยดังนี้โรคจมูกอักเสบจากภูมิแพ้ (โรค 23-30 เปอร์เซ็นต์โรคหลอดลมอักเสบจากภูมิแพ้หรือโรคหอบหืด (10-15 เปอร์เซ็นต์) โรคผิวหนังภูมิแพ้ (15 เปอร์เซ็นต์) และแพ้อาหาร (ร้อยละ 5) ที่เกิดในเด็กสูงกว่าผู้ใหญ่

ภูมิแพ้ที่หากไม่รักษาจะเสื่อมลง ทำให้ชีวิตผู้ป่วยแย่ลงกว่าปกติ เช่น นอนไม่หลับ ทำงานไม่เต็มที่ และอาจทำให้เกิดโรคแทรกซ้อนได้ เช่น ไซนัสอักเสบ โรคจมูกอักเสบ หูชั้นกลางอักเสบ กรน ปอดอุดกั้นเรื้อรัง การติดเชื้อที่ผิวหนัง

สาเหตุของการแพ้เป็นกรรมพันธุ์ และสิ่งแวดล้อม พบว่าถ้าพ่อหรือแม่เป็นภูมิแพ้ ลูกมีโอกาสเป็นภูมิแพ้ประมาณ 30-50% แต่ถ้าทั้งพ่อและแม่เป็นภูมิแพ้ ลูกจะมีโอกาสเป็นโรคภูมิแพ้เพิ่มขึ้น 50-70% ในขณะที่เด็กจากครอบครัวที่ไม่มี ประวัติโรค โรคภูมิแพ้มีโอกาสเป็นภูมิแพ้เพียงร้อยละ 10 เพราะปัจจุบันปัจจัยทางพันธุกรรมไม่สามารถแก้ไขได้ การควบคุมสิ่งแวดล้อมและการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่รวมถึงการรับประทานอาหารที่เหมาะสมจะช่วยลดโอกาสการแพ้ในเด็ก

เพราะการแพ้ส่วนใหญ่สามารถถ่ายทอดทางพันธุกรรมได้ และผลการศึกษาพบว่าสิ่งแวดล้อมและอาหารเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดการแพ้ จึงขจัด และหลีกเลี่ยงสารก่อภูมิแพ้และสารระคายเคืองเช่นควันบุหรี่ตั้งแต่แรกเริ่มในเด็กที่เกิดในครอบครัวที่เป็นโรคภูมิแพ้ (ซึ่งเป็นเด็กที่มีความเสี่ยงสูง) และการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่สามารถป้องกันเด็กเหล่านี้จากการเป็นโรคภูมิแพ้ได้ ผู้ที่เป็นโรคภูมิแพ้มักมีอาการแพ้หลายประเภทร่วมกัน เช่น เด็กที่เป็นผื่นผิวหนังก็อาจแพ้อาหารได้เช่นกัน ดังนั้นการเลือกอาหารที่เหมาะสมสามารถลดอุบัติการณ์การแพ้อาหารได้ นมแม่หรือสูตรพิเศษ (สูตรเข้มข้นหรือสูตรไฮโดรไลซ์บางส่วน) ซึ่งเป็นนมที่สลายโปรตีนก่อภูมิแพ้ จะช่วยลดความเสี่ยงในการเป็นโรคภูมิแพ้ นอกจากนี้ การดื่มนมผสมแบคทีเรียโปรไบโอติก เช่น แลคโตบาซิลลัส และ ไบฟิโดแบคทีเรียม ซึ่งเป็นจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์ต่อร่างกายมนุษย์ จะช่วยกระตุ้นร่างกาย มีภูมิคุ้มกันและลดอุบัติการณ์ของผื่นแพ้ที่ผิวหนัง

เด็กที่มีประวัติครอบครัวเป็นโรคภูมิแพ้ หลีกเลี่ยงการดื่มนมและรับประทานอาหารที่มีโปรตีนที่มีแนวโน้มที่จะแพ้ โดยมีข้อเสนอแนะดังนี้

♦ เลี้ยงลูกด้วยนมแม่อย่างน้อย 6 เดือน แต่ไม่มีข้อจำกัดด้านอาหารเป็นพิเศษสำหรับมารดาในระหว่างตั้งครรภ์และให้นมบุตร

♦ หากแม่ไม่สามารถให้นมลูกได้ ทารกควรได้รับนมสูตรพิเศษจนถึงเด็กอายุ 1 ขวบ

♦ อย่าให้นมลูกด้วยนมวัว และหลีกเลี่ยงการกินอาหารนมวัวจนกว่าลูกจะอายุ 1 ขวบ

♦ ไม่แนะนำให้ดื่มนมถั่วเหลือง นมแพะ นมแกะ เนื่องจากอาจทำให้เกิดอาการแพ้ได้ ไม่แพ้นมวัว

♦ ให้อาหารเสริมเมื่อเด็กอายุ 6 เดือน และสังเกตว่ามีอาการแพ้อาหารที่ได้รับภายใน 1 สัปดาห์ก่อนให้อาหารเสริมตัวใหม่หรือไม่ อาหารเสริมที่ทำให้เกิดอาการแพ้น้อยลง ได้แก่ ข้าวบด กล้วย ฟักทอง น้ำซุปหมู น้ำซุปไก่ ผักใบเขียว

♦ หลีกเลี่ยงการรับประทานไข่และอาหารที่มีไข่ จนกว่าลูกจะอายุ 2 ขวบ

♦ หลีกเลี่ยงการกินถั่วและปลาจนกว่าลูกจะอายุ 3 ขวบ

นอกจากการกินอาหารที่ถูกต้องแล้ว ต้องหลีกเลี่ยงสารก่อภูมิแพ้ในบ้าน เช่น ไรฝุ่น สัตว์เลี้ยง เชื้อรา แมลงสาบตั้งแต่ปีแรก ดังนี้

♦ ใช้เฟอร์นิเจอร์น้อยที่สุด โดยเฉพาะในห้องนอน

♦ หลีกเลี่ยงการใช้พรม ห้ามใช้เก้าอี้นวมยาวหรือของตกแต่งที่คลุมด้วยผ้า ห้ามใช้ที่นอนหรือหมอนที่ทำด้วยนุ่นหรือขนสัตว์ ควรทำจากเส้นใยสังเคราะห์หรือฟองน้ำ คลุมที่นอนและหมอนด้วยผ้าพลาสติกหรือไวนิลหรือผ้าคลุมไรฝุ่น

♦ อย่าเก็บหนังสือหรือของเล่นที่มีขน

♦ ซักผ้าม่าน ผ้าปูที่นอน ปลอกหมอน และผ้าห่มทุก 1-2 สัปดาห์โดยใช้น้ำร้อนที่อุณหภูมิ 60°C เป็นเวลาอย่างน้อยครึ่งชั่วโมง

♦ การดูดฝุ่น ถูพื้น และทำความสะอาดพื้นและเฟอร์นิเจอร์ เพื่อกำจัดฝุ่นอย่างสม่ำเสมอ

♦ ห้ามเลี้ยงสัตว์ที่มีขนยาว เช่น สุนัข แมว ในบ้าน

♦ พยายามหลีกเลี่ยงความชื้น หรือมีพื้นที่หนาแน่นในบ้านเพื่อป้องกันเชื้อรา ห้ามนำไม้ดอกสดหรือแห้งเข้าบ้าน

♦ เก็บขยะและเศษอาหารให้เรียบร้อย ป้องกันและกำจัดแมลงสาบ

พฤติกรรมดังกล่าว และระวังอย่าให้เด็กได้รับควันบุหรี่ ควันจากท่อไอเสีย ควันไฟ ฝุ่นจากแหล่งต่างๆ ตั้งแต่อายุยังน้อย สามารถป้องกันโรคภูมิแพ้ทางเดินหายใจได้

.
ที่มาข้อมูล