in

ปัสสาวะบอกโรค และการขับพิษทางปัสสาวะ

ปัสสาวะบอกโรค และการขับพิษทางปัสสาวะ

ปัสสาวะบ่งบอกโรคและล้างพิษทางเดินปัสสาวะ (จบ)

เนื่องจากน้ำเป็นส่วนประกอบที่สำคัญของร่างกาย คิดเป็น 60-70% ของน้ำหนักตัวในเลือด 100 ซีซี คือ 80 ซีซี ของน้ำเสีย หน้าที่สำคัญของน้ำคือ

เป็นตัวทำละลายสำหรับสารต่างๆในร่างกาย เช่น เลือด 1 ลิตร สามารถละลายโปรตีนได้ 70-80 กรัม รวมทั้งฮอร์โมน เอนไซม์ แอนติบอดี (สารภูมิคุ้มกัน) สารจับตัวเป็นลิ่มเลือดมากกว่า 80 ชนิด และกลูโคส กรดไขมัน กรดอะมิ ไม่มีอิเล็กโทรไลต์และแร่ธาตุเช่นกัน

2. เป็นพาหะนำอาหารออกซิเจนสู่เซลล์

3.เป็นตัวนำของเสียจากเซลล์ที่ขับออกจากร่างกาย

4.ช่วยปรับอุณหภูมิร่างกาย

5.ปกป้องและปกป้องอวัยวะภายในไม่ให้ได้รับผลกระทบโดยตรง เช่น สมองที่ปกคลุมไปด้วยกะโหลกศีรษะ และน้ำไขสันหลัง ช่วยลดผลกระทบต่อสมอง

6. ให้ความชุ่มชื้น หล่อลื่น และบำรุงผิว เช่น น้ำในข้อ สารคัดหลั่ง เช่น น้ำตา น้ำลาย ซึ่งป้องกันการเสียดสี

7. การป้องกันและรักษาโรคขณะมีไข้ กระหายน้ำ ร่างกายและดื่มน้ำมากๆ เพื่อช่วยขับเหงื่อ ลดไข้ เจือจางความเข้มข้นของสารพิษจากเชื้อโรค ทำให้ปัสสาวะบ่อยขึ้น ลดความหนืดของเลือด (ส่งผลให้เลือดไปเลี้ยงหัวใจและสมองน้อยลง) ป้องกันนิ่วในทางเดินปัสสาวะ ช่วยขับเกลือแร่ในปริมาณที่มากเกินไป ป้องกันความดันโลหิตสูง ป้องกันอาการท้องผูก เป็นต้น

พิษในร่างกายมาจากไหน?

1.มาจากน้ำ

2. จากอากาศ

3.มาจากอาหาร

4.มาจากถิ่นที่อยู่

5. มาจากกระบวนการทำงานของชีวิต (งานของร่างกาย)

ดีท็อกซ์ร่างกายด้วยวิธีไหน?

1. ผ่านผิวหนัง

2. ผ่านลมหายใจ

3. อุจจาระ

4. ปัสสาวะ

วิธีการล้างพิษด้วยยาจีนมีกี่วิธี?

1. เหงื่อออก

2. การถือศีลอด

3. การใช้อาหาร สมุนไพร เช่น น้ำส้มรสจีน ชา ผลไม้

4. การขับถ่ายอุจจาระ

5. การนวดกระตุ้นการล้างพิษ

6. ฝึกพลังการล้างพิษ

7. น้ำดื่มที่จะกล่าวถึงต่อไป เป็นเรื่องของการล้างพิษทางเดินปัสสาวะ ซึ่งมีความสัมพันธ์ที่สำคัญกับปริมาณน้ำ

หลักการสำคัญคืออะไร?

การล้างพิษทางเดินปัสสาวะตามธรรมชาติ คือการนำอาหารหรือยาสมุนไพรมาต้ม หรือมาประคบเพื่อกระตุ้นให้ขับปัสสาวะมากขึ้น เพื่อให้สารพิษและของเสียตกค้างในร่างกายถูกขับออกมามากขึ้น
เร็วขึ้นเพื่อให้เซลล์ของร่างกายไม่ได้รับผลกระทบจากสารตกค้างของสารพิษต่างๆ ซึ่งเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้การทำงานของร่างกายไม่สมดุล

ข้อควรระวังในการขับปัสสาวะ

1. ผู้สูงอายุ ผู้ที่ร่างกายอ่อนแอ ควรเสริมร่างกายหรือออกกำลังกายอย่างเหมาะสมควบคู่ไปด้วย เพราะการออกกำลังกายจะทำให้เลือดไหลเวียนได้ดีขึ้น ยิ่งขับปัสสาวะมากเท่าไร การทำงานของระบบทางเดินปัสสาวะก็จะยิ่งดีขึ้นเท่านั้น สำหรับผู้ที่เป็นโรคไตอักเสบ บวม ตับอักเสบ น้ำในช่องท้อง ผู้ป่วยโรคหัวใจ ไม่ควรออกกำลังกายเหมือนคนปกติ ควรพักผ่อน หรืออยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์

2. ผู้ที่ใช้ล้างพิษทางเดินปัสสาวะต้องใส่ใจเรื่องเพศโดยเฉพาะผู้สูงอายุที่เป็นโรคไต เพราะขณะมีเพศสัมพันธ์จะทำให้ระบบประสาท ชนิดกระตุ้น (เห็นอกเห็นใจ) เพิ่มขึ้น ทำให้หลอดเลือดของไตตีบตัน ปริมาณเลือดที่ไหลเข้าสู่ไตลดลง มีความดันโลหิตสูง ทำให้ปริมาณการขับปัสสาวะน้อยลง ทำให้อาการของโรครุนแรงขึ้น

3. ระหว่างใช้การขับปัสสาวะ ควรดื่มน้ำต้มสะอาด ป้องกันน้ำเสียและกินอาหารที่ย่อยง่าย และมีคุณค่าทางโภชนาการมีวิตามินมากมาย เช่น ฟักทองเขียว แตงกวา ถั่วแดง เป็นต้น ไม่ควรกินกล้วย หรือผลไม้ที่มีเกลือโซเดียมมาก อย่ากินอาหารที่มีโปรตีนสูง (ไข่ เนื้อ ถั่ว)
รวมถึงการงดบุหรี่ แอลกอฮอล์ กาแฟ อาหารรสจัด ซึ่งเป็นอาหารที่เพิ่มการทำงานของไตทำให้ขับสารพิษในปัสสาวะน้อยลง

4. ยาขับปัสสาวะต้องขับออกทันทีที่ปวดเมื่อยปัสสาวะ เพราะจะทำลายพลังของไตและกระเพาะปัสสาวะ
กลั้นปัสสาวะนานเกินไปทำให้ไตอ่อนแอ เข่าและขาอ่อนแรง หรือปัสสาวะลำบากหรือปวด ปวดเมื่อปัสสาวะ การติดเชื้อทางเดินปัสสาวะอาจเกิดขึ้นได้

ปัสสาวะไม่ควรใช้แรงมากเกินไป เพราะจะทำให้พลังของไตอ่อนแอลง ปวดเมื่อยบริเวณเอว เข่าอ่อน ขาเย็น ขณะที่อิ่ม ร่างกายแข็งแรง สามารถยืนปัสสาวะได้ หากร่างกายอ่อนแอหรือหิวมาก ควรนั่งยองๆ และปัสสาวะ

เวลาปัสสาวะตอนกลางคืน ให้ลืมตา มองขึ้นไป อย่าก้มหน้า หลับตา เพราะอาจทำให้เกิดอาการวิงเวียนศีรษะได้ เพราะขณะปัสสาวะมีการหดตัวและขยายตัวของหลอดเลือดเปลี่ยนแปลง ทำให้เลือดไปเลี้ยงสมองไม่เพียงพอ ทำให้เป็นลมหมดสติ

เทคนิคการดื่มเพื่อสุขภาพ

1. ปริมาณน้ำที่ดื่มต่อวันคือ 2-3 ลิตร (จากน้ำดื่ม 1.0-1.5 ลิตร จากอาหาร เช่น ข้าว ผัก ผลไม้ 1.0-1.5 ลิตร) ให้เพียงพอต่อร่างกาย ต้องเพิ่มจำนวน
เมื่อคนเรามีอายุมากขึ้น กลไกการกระหายน้ำก็จะลดลง อาการกระหายน้ำลดลง ควรใส่ใจกับการดื่มน้ำให้เพียงพอ

2. กินผักและผลไม้ให้มาก ๆ เพราะอุดมไปด้วยวิตามิน แร่ธาตุ และมีน้ำมากกว่า 90%
(ผักมีน้ำ 95% ผลไม้มีน้ำ 90%) ดังนั้นการรับประทานผักและผลไม้ 500 กรัม เท่ากับดื่มน้ำ 400 ซีซี

3.ควรดื่มชาเพราะชาสามารถล้างพิษความร้อนและเหงื่อได้ดี โดยเฉพาะวัยกลางคนและวัยชรา หลังจากดื่มชาไป 9 นาที อุณหภูมิของผิวลดลง 1-2 องศาเซลเซียส ทำให้รู้สึกสบายตัวและลดความร้อน การดื่มชายังช่วยขับปัสสาวะ ลดผลกระทบจากการได้รับรังสีให้น้อยที่สุด ป้องกันและต่อสู้กับโรคมะเร็ง ลดอาการหอบหืด ป้องกันโรคหลอดเลือดหัวใจ

4. การดื่มเครื่องดื่มดับกระหาย ต้องคำนึงถึงผลกระทบระยะยาวด้วย เครื่องดื่มทั่วไปมักใช้เพื่อดับกระหาย จะสังเกตได้ว่ายิ่งดื่มยิ่งกระหาย หากเป็นเครื่องดื่มที่มีไขมันและแคลอรีสูง การดื่มในปริมาณมากมักนำไปสู่บทลงโทษ เช่น โรคเบาหวาน หรือไขมันในเลือดสูง พิษสะสมในร่างกาย

5. หากสูญเสียน้ำมากและกระหายน้ำมาก ควรใช้เกลือเล็กน้อย เพื่อดับกระหาย แต่ไม่ควรดื่มมากเกินไป

6. คุณไม่ควรดื่มเบียร์ หรือกินน้ำแข็งดับกระหาย เพราะจะเป็นอันตรายต่อระบบย่อยอาหารในระยะยาว ร่างกายจะอ่อนแอมีความหนาวเย็นหลงเหลืออยู่ในร่างกาย มีของเสียตกค้าง ความแข็งแรงของร่างกายจะอ่อนแอ

7. ไม่ควรดื่มน้ำเย็น หรือดื่มน้ำมาก ๆ หลังรับประทานอาหาร เพราะจะทำให้ความเข้มข้นของน้ำย่อยลดลง ทำให้การย่อยอาหารไม่ดี โรคกระเพาะ

8. อย่าปล่อยให้ความกระหายของคุณเต็ม แล้วมาดื่มน้ำ ความหมายเดียวกับปล่อยให้ดินแห้งแตกร้าวแล้วจึงรดน้ำซึ่งช้าไป เป็นอันตรายต่อร่างกาย ความกระหายน้ำแสดงว่าร่างกายขาดน้ำ หากกระหายน้ำเต็มที่หมายถึงร่างกายขาดน้ำหรือเซลล์รุนแรง ของเสีย สารพิษตกค้างจำนวนมากไม่สามารถระบายออกได้ (ขาดน้ำละลายหรือนำพาสารพิษ) ทำให้ระบบของเสียสะสมในร่างกายอ่อนแอลง โดยทั่วไปควรได้รับน้ำ 2.5 ลิตรต่อวัน (ประมาณ 8 แก้ว)

9. การดื่มน้ำมากเกินไปถือเป็นโทษ มีความเข้าใจผิดเกี่ยวกับคำแนะนำ การดื่มน้ำเพื่อสุขภาพ เช่น การดื่มน้ำเปล่าปริมาณมาก ๆ เมื่อตื่นนอนเพื่อขับของเสียออกจากร่างกาย ร่างกายของเราเมื่อขาดน้ำปัสสาวะน้อย เมื่อน้ำเกินปัสสาวะก็จะมากโดยอาศัยไตเป็นตัวควบคุม คนปกติที่ไม่ขาดน้ำ ถ้าได้รับน้ำมากจะทำให้ไตทำงานหนักขึ้น เจือจางเลือด ความดันในการดูดซึมสารอาหารไปยังเซลล์จะน้อยลง น้ำในเซลล์มากขึ้นทำให้เซลล์บวมน้ำ cytotoxic เวียนศีรษะ ปวดศีรษะ คลื่นไส้ อาเจียน ท้องอืด ถ้าเซลล์บวมน้ำมากขึ้น จะมีอาการง่วงซึม ตาพร่า ตาพร่ามัว หัวใจเต้นช้า หายใจช้า เป็นลม เป็นต้น ดังนั้นการดื่มน้ำ จะต้องเหมาะสม ไม่มากเกินไปหรือน้อยเกินไปดื่มน้ำมากเกินไปเป็นเวลานานจะเป็นอันตรายต่อร่างกาย

10. อย่าดื่มน้ำเร็วเกินไป บางคนกระหายน้ำ เขารีบดื่มน้ำทันที การดื่มดังกล่าวอาจส่งผลต่อการทำงานของหัวใจ ทำให้หัวใจอ่อนแอในระยะยาวเพราะปริมาณน้ำที่เพิ่มขึ้น อย่างรวดเร็วไตไม่สามารถควบคุมการขับถ่ายได้ทันที จะมีน้ำจำนวนมากในหลอดเลือดและจะเพิ่มการสูบฉีดของหัวใจ

สรุป มีหลายวิธีในการกำจัดสารพิษออกจากร่างกาย การขับปัสสาวะต้องอาศัยน้ำเป็นพาหะอย่างมาก ดื่มน้ำให้เพียงพอสำหรับร่างกายในแต่ละวัน ไม่มากเกินไปหรือน้อยเกินไป ไม่เย็นหรือร้อนเกินไป การทำความเย็นไม่เน้นการระบายความร้อนของน้ำ แต่เน้นที่คุณสมบัติของยา อาหาร หรือน้ำต้มสุก ชาเป็นสิ่งสำคัญ เทคนิคการดื่มน้ำก็มีความสำคัญต่อสุขภาพเช่นกัน การใช้ยาขับปัสสาวะ ต้องสอดคล้องกับสภาพร่างกายเพราะจะทำให้ร่างกายขาดน้ำ เซลล์แห้ง ต้องดื่มน้ำให้เพียงพอ บางครั้งต้องใช้ยาควบคู่กับการบำรุง โดยหลักการแล้วคนปกติใช้เป็นอาหารเป็นยาในสภาพอากาศร้อน หรือเป็นพิษเล็กน้อยและดื่มน้ำให้เพียงพอ ก็จะทำให้ร่างกายสดชื่นและมีสุขภาพดี อย่าดื่มเครื่องดื่มที่มีรสหวานหรือมีแคลอรีสูงเป็นประจำ

วันนี้คุณดื่มน้ำเพียงพอแล้วหรือยัง? อย่ากระหายน้ำมาก โปรดดื่มช้าๆ เพื่อสุขภาพของคุณเอง

ตัวอย่างของยาขับปัสสาวะสมุนไพร

หนวดข้าวโพด 12 ก. มะระขี้นก 10 ก. ชะเอมเทศ 5 กรัม
สรรพคุณ: ล้างพิษ, ขับปัสสาวะ

ฟักทองเขียว 350 กรัม ข้าวฟ่าง 30 กรัม
สรรพคุณ : ดีท็อกซ์ ขับความร้อน ขับปัสสาวะ บำรุงม้าม

ถั่วงอก 400 กรัม (ปรุงตามต้องการ)
สรรพคุณ : ล้างพิษ คลายร้อน ขับปัสสาวะ

ฟักทองเขียว 100 กรัม ข้าว 100 กรัม
ใช้ฟักทองเขียวล้าง หั่นเป็นลูกเต๋า ไม่ต้องปอกเปลือก ต้มกับข้าว ทำเป็นข้าวต้ม
สรรพคุณ : ล้างพิษ ขับความร้อน ลดบวม ขับปัสสาวะ

กระเทียมหัวใหญ่ ถั่วลิสง (ตามชอบ) ใส่รวมกันตั้งไฟให้เดือดแล้วต้มด้วยไฟอ่อนจนนิ่ม
สรรพคุณ : บำรุงม้าม ขับปัสสาวะ ล้างพิษ ลดบวม

ถั่วแดง 150 กรัม รากหญ้า 30 กรัม ใส่น้ำ 3 ถ้วย ต้มเหลือ 1 ชาม
สรรพคุณ : ขับลม ขับปัสสาวะ ล้างพิษ

เปลือกฟักทองเขียว 180 กรัม
เปลือกฟักทองเขียวล้าง 180 กรัม เติมน้ำ 3 ชามต่อ 1 ชาม
สรรพคุณ : ล้างพิษ ขับความร้อน ขับหิน ขับน้ำ เหมาะสำหรับโรคไตอักเสบ ภาวะกลั้นปัสสาวะไม่ได้

.
ที่มาข้อมูล