in

ปวดคอเพราะ “นอนตกหมอน” ทำอย่างไรถึงจะหาย

ปวดคอเพราะ “นอนตกหมอน” ทำอย่างไรถึงจะหาย

ปวดคอเพราะ "นอนบนหมอน"  จะกำจัดมันได้อย่างไร?

ใครมีอาการเจ็บคอ นอนบนหมอน คอเคล็ด รู้สึกเจ็บหรือติดขัดเวลาเลี้ยว เรามีวิธีแก้ง่ายๆ ให้คุณ

คอเคล็ด หรือ คอเคล็ด เป็นโรคที่ทำให้ยากต่อการใช้ชีวิตประจำวันเลย ทำให้การเคลื่อนไหวไม่เสถียร และมีอาการเจ็บคอเวลาเคลื่อนไหวเช่นกัน อาการคอตึงที่เกิดขึ้นหลังตื่นนอน อาจเป็นเพราะการตั้งท่ารับต้นคอไม่ถูกต้อง กล้ามเนื้อคออักเสบหรือที่เราเรียกกันว่า นอนบนหมอน ที่นั่น

วิธีแก้คอเคล็ดเมื่อนอนบนหมอน

  1. ประคบร้อน แช่ผ้าขนหนูด้วยน้ำอุ่น บิดหมาด แล้วทาบริเวณที่เป็นสิวเป็นเวลา 15 ถึง 20 นาที
  2. ยืดกล้ามเนื้อที่หดเกร็ง สังเกตว่าขณะขยับคอ รู้สึกตึงหรือปวดข้างไหน? ใช้มือดันศีรษะไปในทิศทางนั้นจนรู้สึกตึงมากแต่ไม่เจ็บ กดค้างไว้ประมาณ 10-15 วินาที จากนั้นปล่อยแรงกดที่คุณวางมือลง จากนั้นทำซ้ำหลายๆ ครั้ง จนเริ่มรู้สึกว่าความตึงและตึงของกล้ามเนื้อลดลง
  3. นวดเบาๆ ใช้มือกดทับกล้ามเนื้อที่รู้สึกตึงหรือปวด ให้แรงกดปานกลางทำให้รู้สึกตึงและไม่เจ็บปวด บีบและปล่อยประคบร้อนเป็นจังหวะก่อนนวด จะทำให้นวดได้ง่ายขึ้น และคลายกล้ามเนื้อเร็วขึ้น
  4. หลีกเลี่ยงการหันศีรษะบ่อยๆ อย่าพยายามขยับคอและอยู่นิ่งๆ โดยนอนลงชั่วคราวเพื่อให้กล้ามเนื้อคอได้พัก

คำเตือน

ห้ามกด บีบ หรือยืดกล้ามเนื้อจนรู้สึกเจ็บเพราะจะทำให้กล้ามเนื้อหดตัวมากขึ้น และไม่ควรให้ผู้อื่นงอคอหรือแตะเส้น เพราะจะทำให้เกิดอาการอักเสบและเรื้อรัง หากยังไม่หาย ให้ค่อยๆ ฝึกกล้ามเนื้อหรือปรึกษานักกายภาพบำบัด

หากคุณมีปัญหาในการนอนบนหมอนบ่อยๆ คุณควรสังเกตตัวเองว่าสาเหตุที่แท้จริงคืออะไร

  1. ปรับตำแหน่งการนอนของคุณ โดยนอนหงายโดยให้หูและไหล่ขนานกัน ใบหน้าไม่หงิกงอจนเกินไป หากคุณนอนตะแคง คุณก็ควรจะนอนในแนวกระดูกตรงได้เช่นกัน
  2. เลือกหมอนที่นุ่มปานกลาง หากหมุนนิ่มเกินไปจะทำให้กระดูกสั่นมากขึ้น และหมอนที่พอดีกับศีรษะของเราต้องทำให้ระดับคางไม่เอียงหรืองอต่ำเกินไป หมอนควรยาวถึงหัวไหล่เพื่อป้องกันการตก คุณสามารถตรวจสอบระดับความพอดีได้โดยวางกระจกไว้ข้างเตียงหรือให้ใครซักคนถ่ายรูปไว้ด้านข้างขณะพยุงหมอน
  3. อย่านอนคว่ำขณะดูภาพยนตร์หรืออ่านหนังสือหรือนอนตะแคงด้วยอาการปวดบ่อยๆ เพราะอาจกลายเป็นนิสัยที่อาจทำให้เกิดการบาดเจ็บซ้ำได้

อาการปวดคอมักจะหายไปภายใน 1-2 วัน หรือยังไม่หายดีให้รีบปรึกษาแพทย์เพื่อหาสาเหตุที่แท้จริงและการรักษาที่ถูกต้อง

.
ที่มาข้อมูล