in

บัวหลวง : คุณค่า ควรคู่ คนบูชา


เดือนสิบเอ็ด เดือนสิบสอง น้ำสอง
ข้อความข้างต้นเป็นสิ่งที่คนไทยภาคกลางได้ยินมาช้านาน ภูมิประเทศและฤดูกาลของที่ราบภาคกลาง โดยปกติน้ำจากทางเหนือจะไหลมารวมกันที่ปากน้ำโพ (นครสวรรค์) และไหลล้นตลิ่งเข้าสู่น้ำท่วมขัง ลุ่มน้ำเจ้าพระยา ได้แก่ แม่น้ำน้อยและแม่น้ำท่าจีน (ซึ่งเป็นสาขาของแม่น้ำเจ้าพระยา) จากชื่อเดือนตามปฏิทินจันทรคติ น้ำจะเริ่มล้นตลิ่งและท่วมที่ราบภาคกลางประมาณเดือนที่สิบเอ็ด หรือช่วงเดือนตุลาคมตามปฏิทินสุริยคติ หลังจากนั้นน้ำจะเริ่มนิ่งและจะไม่เพิ่มขึ้นประมาณเดือนที่สิบสองหรือพฤศจิกายน (เรียกว่าน้ำซอง) ลักษณะของน้ำท่วมขังในที่ราบภาคกลาง (รวมทั้งกรุงเทพฯ) คงอยู่เป็นพันๆ ปี ก่อนเริ่มเปลี่ยนแปลงหลัง พ.ศ. 2504 ซึ่งเป็นปีพ.ศ. ได้ดำเนินการตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจแห่งชาติฉบับที่ 1 โดยการสร้างเขื่อนกักเก็บน้ำในแม่น้ำสายหลัก ได้แก่ แม่น้ำปิง แม่น้ำวัง และแม่น้ำน่าน ส่วนที่เหลือของแม่น้ำยม เป็นแม่น้ำสายเดียวที่ยังไม่ได้สร้างเขื่อน แต่มีความพยายามจากหลายฝ่ายในการสร้างเขื่อนกั้นแม่น้ำยม (แก่งเสือเต้น) ที่จะมอบให้แม้จะต้องแลกกับป่าสักที่สมบูรณ์ที่สุดในประเทศไทย และความหลากหลายทางชีวภาพอันทรงคุณค่า

ในปี 2545 ประเทศไทยประสบปัญหาอุทกภัยในหลายสิบจังหวัด เริ่มตั้งแต่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคเหนือ ตั้งแต่เดือนกันยายน รวมทั้งบางจังหวัดในภาคกลาง เมื่อถึงเดือนตุลาคมหรือเดือนที่สิบเอ็ด ระดับน้ำในภาคกลางก็เพิ่มขึ้นเช่นกัน จนน้ำท่วมถึงปริมณฑล ปริมาณน้ำเกินปี 2538 ยังต้องรอถึงเดือนพฤศจิกายนหรือเดือนสิบสองเมื่อระดับน้ำเริ่มทรงตัว จึงจะได้ทราบว่าปีนี้น้ำจะท่วมกรุงเทพฯ หรือไม่ หรือไม่ แต่สิ่งหนึ่งที่ทราบจากประสบการณ์ตรงคือเขื่อนไม่ได้ป้องกันน้ำท่วม เพราะมีคนพยายามทำให้คนไทยเชื่อ แต่บางครั้งเขื่อนที่รับน้ำไม่ได้กลับคืนมาเพื่อระบายน้ำกลับทำให้น้ำท่วมปลายเขื่อนรุนแรงขึ้นอีก เช่นปีนี้

ในฤดูน้ำหลากนี้ พืชน้ำที่เหมาะกับฤดูกาลได้แก่ พืชน้ำต่างๆ และในหมู่พืชน้ำของประเทศไทย ไม่มีพันธุ์อื่นที่โดดเด่นและเป็นที่นิยมเท่าดอกบัว โดยเฉพาะบัวหลวง

ดอกบัว : สุดยอดพืชแห่งวัฒนธรรมตะวันออก
ดอกบัวมีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Nelumbo nucifera Gaertn จัดอยู่ในวงศ์ Nelumbonaceae เป็นไม้น้ำอายุหลายปี มีลำต้นจริงอยู่ใต้ดิน (เรียกว่าเหง้าหรือกระแสน้ำ) มีก้านใบและก้านดอกโผล่ออกมาจากดิน ยกใบและดอกขึ้นเหนือน้ำ ก้านดอกและก้าน ใบบัวหลวงมีลักษณะเหมือนกัน เป็นก้านแข็ง ผิวสั้น ขรุขระ มีหนาม ภายในก้านใบ (ดอก) มีรูพรุน เมื่อแตกออกจากกันจะมีเส้นใยสีขาวจำนวนมากเชื่อมต่อกัน (ดอกบัว) ใบเป็นแผ่นบาง รูปทรงกลมมีแอ่งอยู่ตรงกลาง ใบเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 30 ซม. ผิวใบเรียบ มีชั้นไขมันบางๆ เคลือบผิวใบทำให้น้ำไม่ติด (เหมือนใบตอง) ดอกเป็นดอกเดี่ยวขนาดใหญ่ที่ปลายก้าน เมื่อดอกบานกลีบจะแผ่ออกเป็นวงกลม มีกลีบดอกขนาดใหญ่ประมาณ 20 กลีบ ตรงกลางดอกคือรังไข่ ปลายใบแบน มีเกสรตัวผู้สีเหลืองจำนวนมากรอบรังไข่ ผล (หรือเมล็ด) อยู่บนฐานดอก ประมาณ 25-30 ผล (เมล็ด) ต่อดอก (ก้านดอก)
กลีบบัวมีทั้งสีชมพูและสีขาว นอกจากนี้ยังมีดอกไม้คู่สองประเภท ดอกบัวมี ๒ แบบ คือ ธรรมดา ค่อนข้างเรียว เรียกว่า ก้านดอก คือ ดอกบัว ว่าดอกไม่ซ้อน ชนิดของดอกทับทิมเป็นชนิดดอกซ้อน เรียกในภาษาบาลีดังนี้
ดอกบัวไม่ใช่ซอน (ก้านดอก) สีชมพู เรียกว่าปทุม
ดอกบัวไม่ซ้อน (ต้นหอม) สีขาว เรียกว่า ปุณฑริก
บัวหลวงป้อมลับทรัพย์ ชมพู เรียกว่า สัตตบงกช
ดอกบัวขาวของดอกบัวเรียกว่าสัตบุตร
ต้นกำเนิดของดอกบัวนั้นเชื่อกันว่าอยู่ในเอเชียตะวันออก (อินเดีย) และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (รวมถึงประเทศไทย) แต่บางตำราระบุว่าดอกบัวมีต้นกำเนิดในแอฟริกา แล้วขยายไปสู่ทวีปเอเชียตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์ อย่างไรก็ตามดอกบัวมีความสำคัญ กับคนเอเชียมากที่สุดทั้งในด้านการใช้โดยตรงและความเชื่อทางวัฒนธรรมโดยเฉพาะในศาสนา ตามที่ปรากฏในชื่อภาษาอังกฤษ บัวศักดิ์สิทธิ์

กล่าวเฉพาะในศาสนาฮินดู (พราหมณ์) และพุทธศาสนาว่าดอกบัวมีความสำคัญมากจนขาดไม่ได้หรือมีบทบาทสำคัญในการเกิดขึ้นของความเชื่อในทั้งสองศาสนา ตัวอย่างเช่น พราหมณ์เชื่อว่าพรหมเป็นผู้สร้างโลก และพรหมเกิดจากดอกบัวที่โผล่ออกมาจากนภี (สะดือ) ของพระวิษณุ และจะเห็นได้ว่าดอกบัวเกิดขึ้นก่อนโลกของเรา ก่อนดอกไม้ชนิดใดในโลก และเมื่อพระพุทธเจ้าประสูติ พระองค์ทรงก้าวไปเจ็ดก้าว แต่ละก้าวมีดอกบัวขึ้นเพื่อรองรับพระบาทของพระองค์ นอกจากนี้ยังมีความเชื่อของชาวพุทธว่าหากต้องการเกิดในยุคพระศรีอารีย์ ต้องฟังพระธรรมเทศนาให้จบในวันเดียวและสักการะพระพุทธที่มีดอกบัวพันดอกเป็นต้น

ในระหว่างการเทศนาเรื่องความรักชาติ มักทำหลังจากสิ้นสุดวันเข้าพรรษา (เดือนสิบสอง) ซึ่งเป็นฤดูน้ำหลากจึงหาดอกบัวเพื่อบูชาในพระธรรมเทศนาได้ง่าย ชาวพุทธในอดีตใช้ดอกบัวลอยเป็นกระทงเพื่อบูชาพระจุฬามณีในสวรรค์ดาวดึงส์ ทำให้คนไทยนิยมทำกระทง เป็นรูปดอกบัวมาจนถึงปัจจุบัน

ลักษณะพิเศษหลายประการของบัวหลวงทำให้เกิดความเชื่อของชาวพุทธและฮินดูว่าบัวหลวงเป็นเครื่องหมายแห่งความบริสุทธิ์ที่ปราศจากมลทิน เพราะถึงแม้ดอกบัวจะเกิดจากดินสกปรก โคลนเน่า แต่ดอกบัวก็สวย หอม และใบบัวก็ไม่เปื้อนน้ำหรือสกปรก และนำไปสู่การประดิษฐ์ เป็นงานศิลปะในพระพุทธศาสนา เช่น พระพุทธรูปในอิริยาบถต่างๆ ไม่ว่าจะนั่ง ยืน ลีลา (เดิน) นั่ง หรือนอน (นอน) ก็จะพบลายกลีบดอกไม้ ดอกบัวอยู่ภายใต้การสนับสนุนเสมอ เรียกว่า “เป็น” ฐานดอกบัว” แบ่งออกเป็น “บัวลายช้าง” “ดอกบัว” และ “บัวหยัก” เป็นต้น
นอกจากนี้ พระพุทธเจ้ายังทรงเปรียบเทียบดอกบัวกับสติปัญญาของมนุษย์อีกด้วย ก็เหมือนดอกบัวสี่ดอก บางส่วนถูกยกขึ้นเหนือน้ำและจะบานในวันนี้ บางส่วนอยู่ในน้ำจะบานสะพรั่งในวันรุ่งขึ้น บางตัวอยู่ใต้น้ำแต่มีโอกาสบานเหมือนกัน แต่บางส่วนอยู่ใต้น้ำลึกหรืออยู่ใต้โคลน ตม.ไม่มีโอกาสออกดอกเลย กลายเป็นอาหารของเต่าและปลาเท่านั้น จากการเปรียบเทียบนี้จะทำให้เกิดนิพจน์ “ดอกบัวใต้น้ำ ในภาษาไทย หมายถึง ผู้ที่มีสติปัญญาต่ำมากและไม่มีโอกาสพัฒนาเท่าคนอื่นๆ

ความเชื่อเกี่ยวกับบัวหลวง มีหลายวัฒนธรรม และลึกเกินกว่าจะนำเสนอได้อย่างครบถ้วน โดยเฉพาะในหมู่ผู้ที่อยู่ใกล้ที่ราบและแหล่งน้ำ เช่น คนไทยผูกพันกับน้ำโดยเฉพาะ

ประโยชน์ของบัวหลวง
ในด้านของสมุนไพร ใบบัวสดนำมาต้มและดื่มเพื่อลดความดันโลหิตและลดไขมันในเลือด เหง้า (ไหล) และเนื้อในเมล็ด ช่วยบำรุงกำลัง แก้ร้อนในกระหายน้ำ เกสรผู้ใช้ปรุงเป็นยาชูกำลัง ขับชีพจร บำรุงหัวใจ ธาตุบัว (ถั่วงอกในเมล็ด) ตากแห้ง คั่วให้หอม ต้มน้ำร้อน ดื่มเหมือนชา มีคุณสมบัติในการขยายหลอดเลือดบำรุงหัวใจ บำรุงหัวใจ สงบประสาท ขับเสมหะ
ใบบัวนิยมใช้ห่อสิ่งของและใบตอง ลำต้นใช้ทำไส้เทียน ดอกตูมใช้ประดับหรือบูชาองค์พระ เมล็ดใช้เป็นอาหารคาวและหวาน ถือเป็นอาหารเพื่อสุขภาพประเภทหนึ่ง เช่น เป็นส่วนผสมในน้ำ RC (RC) ตามสูตรชีวจิต ใช้ปรุงอาหารได้ทั้งอาหารคาวและหวาน

ดอกบัวนิยมปลูกเป็นไม้ประดับทั้งในสระหรือในกระถางใหญ่เรียกว่าอ่างบัวหรือปลูกเป็นดอกบัวจิ๋วในกระถางใบเล็กก็จะทำให้ดอกบัวมีขนาดเล็กลงเช่นกัน โลตัสเป็นพืชที่แข็งแรง ทนทาน และปลูกง่ายมาก การขยายพันธุ์ทำได้ง่ายโดยแยกเหง้า (หรือไหล)

ผู้อ่านหลายคนคงรู้จักเพลงนี้ดีบัวขาว ” ซึ่งมีท่วงทำนองไพเราะและเนื้อเพลงไพเราะ ความหมายดี แต่คงน้อยคนนักที่จะรู้ว่า ดอกบัวขาวเป็นสัญลักษณ์ของประเทศไทยมาช้านาน และสองมือที่ยกขึ้นพร้อมกันเป็นดอกตูม

.



ขอบคุณข้อมูลจาก doctor.or.th