in

ทำไมต้องรู้จัก “โรคหลอดเลือดสมอง”

ทำไมต้องรู้จัก “โรคหลอดเลือดสมอง”

โรคหลอดเลือดสมองหรือที่เรียกกันทั่วไปว่าอัมพาต
โรคหลอดเลือดสมองเป็นหนึ่งในโรคหลอดเลือดหัวใจที่สำคัญที่สุด ในแต่ละปี ผู้คนประมาณ 15 ล้านคนทั่วโลกต้องทนทุกข์ทรมานจากโรคหลอดเลือดสมอง และในแต่ละปีมีผู้เสียชีวิตจากโรคนี้ 5.5 ล้านคน และอีก 5 ล้านคนต้องทนทุกข์ทรมานจากความพิการ ยังส่งผลต่อสมาชิกในครอบครัว ชุมชนและสังคมที่ต้องแบกรับภาระในการดูแลทั้งผู้ดูแลและรายจ่ายทำให้สูญเสียทั้งเศรษฐกิจและสังคมของชาติ โดยในประเทศไทยมีจำนวนผู้เสียชีวิตจากโรคหลอดเลือดสมองมากกว่า 40,000 รายต่อปี และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น โดยพบว่าคนไทยเสียชีวิตด้วยโรคหลอดเลือดสมองต่อวัน 126 คน คิดเป็น 5.3 คนต่อชั่วโมง โดยอายุเฉลี่ยเสียชีวิตส่วนใหญ่อยู่ในช่วงอายุ 55-65 ปี พิการถาวร

อัมพาต อัมพาต หรือโรคหลอดเลือดสมอง
เป็นอาการชาที่แขน ขา หรือใบหน้าข้างใดข้างหนึ่ง ความอ่อนแอหรือความยากลำบากในการเคลื่อนไหวหรือไม่สามารถเคลื่อนไหวได้ การช็อกอย่างกะทันหันเกิดขึ้นเมื่อหลอดเลือดแดงที่ส่งไปเลี้ยงสมองตีบหรือแตก ทำให้เนื้อเยื่อสมองขาดอาหารและออกซิเจน เนื้อเยื่อสมองถูกทำลาย หากไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที เนื้อเยื่อสมองจะตาย เสียหายถาวรในที่สุด

เพราะสมองเป็นศูนย์กลางของคำสั่งของอวัยวะภายใต้การควบคุมของส่วนนั้นของสมอง เมื่อส่วนใดของเนื้อเยื่อสมองเสียหายหรือตายไปแล้ว ก็จะส่งผลต่อการทำงานของอวัยวะต่างๆ ภายใต้การควบคุมของสมองส่วนนั้น

สามเหตุผลหลัก
1. หลอดเลือดสมองเสื่อมหรือตีบ (Atherosclerosis)
เกิดจากการสะสมของไขมันตามผนังหลอดเลือดแดง ส่งผลให้หลอดเลือดตีบตัน แข็งตัว สูญเสียความยืดหยุ่น (ปัจจัยเสี่ยงหลักได้แก่ สิ่งแวดล้อมและวิถีชีวิตที่ไม่ดีต่อสุขภาพ เช่น การสูบบุหรี่ การรับประทานอาหารที่มีไขมันสูง การออกกำลังกายไม่เพียงพอ หรือจากโรคที่ส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงของหลอดเลือด เช่น ความดันโลหิตสูงและเบาหวาน)
2. หลอดเลือดสมองอุดตันจากลิ่มเลือด หรือเศษไขมันที่หลุดออกมา (ปัจจัยเสี่ยงหลักคือมีภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ โรคลิ้นหัวใจหรือหัวใจโต เป็นต้น
3. หลอดเลือดสมองแตก เมื่อเลือดออกมาก ลิ่มเลือดจะกดทับเนื้อเยื่อสมอง ทำให้เนื้อเยื่อสมองขาดออกซิเจน ขาดสารอาหาร หากไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที เนื้อเยื่อสมองตายในที่สุด (ปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญคือความดันโลหิตสูงที่ไม่สามารถควบคุมได้หรือควบคุมได้ไม่ดี)

ปัจจัยเสี่ยงสำคัญของการเป็นอัมพาต คือ
1. ความดันโลหิตสูง (เพิ่มความเสี่ยงเป็นอัมพาต 3-17 เท่า) เพราะจะทำให้ผนังหลอดเลือดอ่อนแอลง ดังนั้นจึงทำให้ระดับความดันโลหิตที่ถือว่าสูงไปทำลายได้ง่าย ต้องเท่ากับหรือมากกว่า 140/90 มม. ปรอท
2. เบาหวาน (เพิ่มความเสี่ยงต่อโรค 3 เท่า) การมีระดับน้ำตาลในเลือดสูงจะทำให้ผนังห้องหลอดเลือดจะข้นและแคบลง
3. สูบบุหรี่
(เพิ่มความเสี่ยงต่อโรค 2 เท่า) การสูบบุหรี่ทำให้ปริมาณออกซิเจนในหลอดเลือดลดลง เพิ่มความหนืดของเลือดทำให้เลือดไหลเวียนไม่ดีไปเลี้ยงส่วนต่างๆของร่างกายไม่เพียงพอ
4. ภาวะไขมันในเลือดสูงทั้งคอเลสเตอรอลและไตรกลีเซอไรด์ (เพิ่มโอกาสเสี่ยง 1.5 เท่า) จะทำให้ไขมันอุดตันที่ผนังหลอดเลือด ผนังหลอดเลือดแดงหนาและตีบ เลือดไปเลี้ยงสมองไม่เพียงพอ
5. มีประวัติโรคหัวใจหรือโรคหลอดเลือดสมอง
6. ขาดการออกกำลังกาย การออกกำลังกายช่วยเผาผลาญน้ำตาลและไขมัน ไม่ก่อให้เกิดสารอาหารที่มากเกินไป ทำให้เพิ่มปริมาณเลือดและออกซิเจนในร่างกาย ลดความดันโลหิต ลดความเครียด เสริมสร้างกล้ามเนื้อและกระดูกของหัวใจ
7. พฤติกรรมการบริโภคที่ไม่ถูกต้อง เช่น กินอาหารมากเกินไปจนเป็นโรคอ้วน (รอบเอวปกติผู้ชายไม่เกิน 90 ซม. ผู้หญิงไม่เกิน 80 ซม.) อาหารที่มีเกลือ (ปกติไม่เกิน 1 ช้อนชา/วัน) และไขมันสูง (ของทอด) , น้ำมันสัตว์. เครื่องในสัตว์ , กุ้ง , ปลาหมึก , หนังไก่ , ขาหมู , กินผัก ผลไม้น้อยเกินไป (น้อยกว่า 5 เสิร์ฟต่อวัน คือ ผักสดน้อยกว่า 5 เสิร์ฟต่อวัน / ผักปรุงสุกน้อยกว่า 9 ช้อนโต๊ะ) เป็นประจำ ดื่มแอลกอฮอล์ปริมาณมาก (ปกติผู้ชายไม่เกิน 2 เสิร์ฟต่อวัน ไม่เกินผู้หญิง) 1 แก้วต่อวัน) ทำให้เกิดปัญหาความดันโลหิตสูง ไขมันและน้ำตาลในเลือดสูง
8. กรรมพันธุ์ ผู้ที่มีพ่อแม่พี่น้องที่เป็นญาติทางตรง มีประวัติโรคหลอดเลือดสมองตีบในอดีตและในผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยงมากกว่าหนึ่งปัจจัยเสี่ยงต่ออัมพาต อัมพาตจะเพิ่มขึ้นอย่างทวีคูณ

จะเห็นได้ว่าอัมพาต อัมพฤกษ์ส่วนใหญ่เกิดจากปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการใช้ชีวิตจากวิถีไทย กลายเป็นที่นิยมของชาวตะวันตกโดยไม่รู้ถึงผลกระทบที่เกิดขึ้น

โรคอัมพาตครึ่งซีกสามารถป้องกันได้ โดยการป้องกันและควบคุมปัจจัยเสี่ยงในการดำเนินชีวิต สิ่งสำคัญที่สุดคือการงดสูบบุหรี่ หลีกเลี่ยงการสูดดมควันบุหรี่จากผู้อื่น ลดปริมาณการดื่มแอลกอฮอล์ ควบคุมน้ำหนักตัว ปรับพฤติกรรมการกินที่ไม่ดีต่อสุขภาพให้เหมาะสม (ลดอาหารหวาน มัน เค็ม ใส่ผักในอาหารและผลไม้ไม่หวานทั้งในมื้ออาหารและระหว่างมื้ออาหาร) และออกกำลังกายเป็นประจำอย่างน้อย 30 นาที ต่อวัน. เกือบทุกวันในสัปดาห์ (เช่น เดิน วิ่ง ว่ายน้ำ โยคะ ปั่นจักรยาน) รู้จักวิธีจัดการกับความเครียด (เช่น งานอดิเรก นั่งสมาธิ ฟังเพลง)

.
ที่มาข้อมูล