in

ต้อหินเฉียบพลัน

ต้อหินเฉียบพลัน

โรคต้อหินเป็นโรคตาชนิดหนึ่งที่ทำให้ตาบอดได้

โรคนี้ไม่เกี่ยวกับนิ่ว แต่เรียกว่า ต้อหิน เนื่องจากโรคนี้มีภาวะที่ความดันลูกตาสูงกว่าปกติ เกิดจากน้ำเลี้ยงภายในลูกตาไม่สามารถระบายออกนอกลูกตาได้ ความแออัดภายในลูกตาสะสม เหมือนฉีดน้ำเข้าไปในบอลลูน ดังนั้นความดันภายในลูกตาจึงเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ หากใช้นิ้วสัมผัสลูกตาจากภายนอกจะพบว่าลูกตามีความแข็งมากกว่าปกติ จึงเปรียบเสมือนก้อนหิน

♦ ชื่อไทย ต้อหินเฉียบพลัน
♦ ชื่อภาษาอังกฤษ โรคต้อหินเฉียบพลัน
♦ สาเหตุ
เกิดจากโครงสร้างของตาที่แตกต่างจากคนทั่วไป คือ ช่องเปิดตาด้านหน้า (ช่องว่างระหว่างกระจกตากับกระจกตา) แคบและตื้น จึงมีมุมสำหรับระบายน้ำวุ้นตา (มุมระหว่างกล้ามเนื้อม่านตากับกระจกตา) จะแคบกว่าปกติเมื่อมีการหดตัวของกล้ามเนื้อม่านตา (ทำให้รูม่านตาขยาย) เช่น อยู่ในความมืด โกรธ ใช้ยาหยอดหรือยารับประทานที่ขยายรูม่านตา (เช่น อะโทรพีน, ไฮออสซีน) จะทำให้มุมการระบายน้ำแก้วอุดตันด้วย น้ำเลี้ยงไม่สามารถระบายออกจากตาได้ เกิดการอุดตันในลูกตา ทำให้ความดันลูกตาเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว อาการเฉียบพลันของโรคต้อหินเกิดขึ้น (ปวดหัว ปวดตา ตาพร่า) กะทันหัน

โรคต้อหินเฉียบพลันมักพบในผู้ที่มีสายตายาว (ระยะใกล้ไม่ชัดเจน) เนื่องจากกระบอกสายตาสั้นและช่องตาแคบและเกิดขึ้นส่วนใหญ่ในผู้สูงอายุเพราะกระจกตาของผู้สูงอายุมีความหนาทำให้ลูกตาที่แคบอยู่แล้วยิ่งแคบลงจึงมีมากขึ้น โอกาสของโรคต้อหิน

โรคต้อหินชนิดนี้สามารถสืบทอดได้ ดังนั้นจึงมักมีประวัติมีพ่อแม่พี่น้องของผู้ป่วยโรคนี้

♦อาการ
ทันใดนั้นผู้ป่วยมีอาการปวดที่ลูกตา และหัวข้างหนึ่งจู่ ๆ และรุนแรงต่อเนื่องเป็นเวลาหลายวัน การกินยาแก้ปวดก็ไม่บรรเทา มักปวดจนนอนไม่หลับก็พบว่าตาพร่ามัว เห็นแสงสีรุ้ง คลื่นไส้อาเจียน

บางคนอาจปวดตา ตาแดง ตาพร่ามัว เห็นแสงสีรุ้งเป็นพักๆ นำมาเป็นสัปดาห์หรือเป็นเดือน อาการมักจะเป็นช่วงหัวค่ำ หรือขณะอยู่ในความมืด (กล้ามเนื้อม่านตาหดตัวรูม่านตาขยาย) หรือระหว่างที่หงุดหงิดอารมณ์โกรธ (เนื่องจากความแออัดของกล้ามเนื้อจอประสาทตา) ทำให้มุมระบายน้ำของลูกตาแคบลง) แต่ละครั้งอาจนาน 1-2 ชั่วโมงก็จะโล่งใจ ด้วยตัวมันเอง. หรือนอนพักซักครู่ก็อาจจะบรรเทาได้เอง

♦ การแยกโรค
ปวดหัวหรือปวดตาข้างเดียว อาจเกิดจากสาเหตุอื่นเช่น
– ไมเกรน ผู้ป่วยมักมีอาการปวดศีรษะข้างเดียว (ชั่วขณะ) และเบ้าตาแตกที่มาจากวัยรุ่นหรือวัยหนุ่มสาว ทุกครั้งที่ปวดนาน 4-72 ชั่วโมง มักมีอาการกำเริบ เช่น โดนแสงจ้า ใช้ตาเยอะ ได้ยินเสียงดัง ได้กลิ่นฉุน นอนไม่หลับ อากาศร้อน หิว ร่างกาย เหนื่อย. ในช่วงมีประจำเดือน เป็นต้น การตรวจตาจะไม่พบสิ่งผิดปกติแต่อย่างใด (ซึ่งต่างจากโรคต้อหินเฉียบพลัน คือ ตาแดง รูม่านตาขยาย)

– ไซนัสอักเสบ
ผู้ป่วยจะมีอาการเจ็บรอบปากตามีน้ำมูกไหลลงคอ เสมหะออกมาเป็นเสมหะสีเหลืองหรือเขียวหนา มักมีอาการหลังเป็นหวัด

– ม่านตาอักเสบ
ผู้ป่วยจะมีอาการเจ็บตาข้างเดียว ตาพร่า ตาแดง อาการคล้ายต้อหินเฉียบพลัน แต่จะตรวจจับการหดกลับของรูม่านตา

– โรคตาอื่นๆ
เช่น อาการตาอักเสบ (ระคายเคืองตา ตาแดง ตาแฉะ น้ำตาไหล) แผลที่กระจกตา (ปวดตารุนแรง เยื่อบุตาอักเสบ อาจมีประวัติบาดเจ็บที่ตา เช่น ใบเลื่อย ใบหญ้า)

– เลือดออกในสมอง
ผู้ป่วยมักมีอาการปวดหัวอย่างรุนแรง กะทันหันและต่อเนื่องเป็นเวลาหลายวัน บางคนอาจมีประวัติบาดเจ็บที่ศีรษะหรือเป็นโรคความดันโลหิตสูงมาก่อน



♦ การวินิจฉัย

แพทย์จะทำการวินิจฉัยเบื้องต้นโดยการตรวจหาอาการปวดตา มีลักษณะผิดปกติ นี่คือตาแดงจาง ๆ รอบ ๆ บริเวณตาสีดำ กระจกตาบวม มีเมฆมาก (เบลอ) และรูม่านตามีขนาดใหญ่กว่าด้านปกติ
เมื่อวัดความดันลูกตาจะพบว่าสูงกว่าปกติ

♦ การดูแลตัวเอง
เมื่อมีอาการปวดหัวและปวดตาข้างเดียว ตรวจดูว่าตาแดงหรือไม่
หากแน่ใจว่าไม่มีตาแดงและมีประวัติเป็นไมเกรนมาก่อน ให้ทานยาแก้ปวด (เช่น พาราเซตามอล) และนอนพักสักครู่ ถ้าโล่งใจได้แสดงว่าน่าจะเป็นไมเกรน

ควรปรึกษาแพทย์โดยเร็วที่สุด หากมีลักษณะอย่างใดอย่างหนึ่งดังต่อไปนี้
– ทานยาแก้ปวดและไม่บรรเทา
– ปวดอย่างรุนแรง ปวดจนนอนไม่หลับ หรือรู้สึกปวดกว่าเดิม
– ตาแดง
– มีอาการตาพร่ามัวอยู่ตลอดเวลา
– เสมหะหนา เหลืองหรือเขียว

♦ การรักษา

เมื่อวินิจฉัยว่าเป็นโรคต้อหินเฉียบพลัน แพทย์ของคุณจะจัดการการรักษาทันที เช่น ยารับประทานและยาหยอดตาที่มียาลดความดันในลูกตา แล้วนัดทำศัลยกรรมถ่ายน้ำเลี้ยงลูกตา
ในบางกรณี ศัลยแพทย์อาจทำการผ่าตัดระบายด้วยเลเซอร์ทันที ซึ่งใช้เวลาไม่นานและผู้ป่วยไม่ต้องพักรักษาตัวในโรงพยาบาล

♦ ภาวะแทรกซ้อน
ถ้าปล่อยไว้ไม่รักษาความดันลูกตาเพิ่มขึ้นอย่างกะทันหันจะทำลายจอประสาทตาจนทำให้ตาบอดถาวรได้

♦ ความก้าวหน้าของโรค
หากรักษาด้วยการผ่าตัดระบายน้ำวุ้นตาจะช่วยให้โรคหายได้ สายตาเป็นปกติ
แต่ถ้าปล่อยไป จนกว่าเรตินาจะถูกทำลายก็จะทำให้เกิดความบกพร่องทางการมองเห็นอย่างถาวร

♦ การป้องกัน
ผู้ที่มีอายุ 40 ปีขึ้นไปควรตรวจความดันลูกตาเป็นประจำ โดยเฉพาะผู้ที่มีประวัติครอบครัวเป็นโรคนี้ หากพบว่ามีความดันลูกตาสูง แพทย์จะสั่งยาคุมและตรวจติดตามคุณ เพื่อไม่ให้เป็นโรคต้อหินตามมา

♦ ความชุก
โรคนี้พบเป็นระยะๆ พบได้บ่อยในผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย พบในวัยกลางคนขึ้นไป

.
ที่มาข้อมูล