in

ตับแข็ง

ตับแข็ง

โรคตับแข็งเป็นโรคตับเรื้อรังที่เกิดจากการทำลายเซลล์ตับจำนวนมากอย่างถาวร จนกลายเป็นพังผืดทำให้ตับดูแข็งกว่าปกติและไม่สามารถทำงานได้ตามปกติ อาการเหนื่อยล้า คลื่นไส้ น้ำหนักลด เท้าบวม ท้องบวม ตัวเหลือง และโรคแทรกซ้อน โรคนี้เกิดได้จากหลายสาเหตุที่สำคัญที่สุดคือ พิษจากแอลกอฮอล์เป็นเวลานาน

♦ ชื่อไทย โรคตับแข็ง
♦ ชื่อภาษาอังกฤษ โรคตับแข็ง
♦ สาเหตุ
ที่สำคัญได้แก่ การดื่มมากว่าสิบปี (Alcohol ในสุราเป็นพิษต่อตับ ทำให้เกิดโรคตับอักเสบเรื้อรัง จนในที่สุดกลายเป็นตับแข็ง) และการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบีหรือไวรัสตับอักเสบซีเป็นเวลา 20-30 ปี (โดยที่ผู้ป่วยเป็นพาหะของไวรัสเหล่านี้หรือ เป็นโรคตับอักเสบเรื้อรัง เซลล์ตับค่อยๆ ถูกทำลายจนกลายเป็นตับแข็ง)

นอกจากนี้ยังอาจเกิดจากยาเป็นพิษ (เช่น พาราเซตามอล ยาวัณโรค) สารเคมี (เช่น สารหนู โลหะหนัก) ไขมันพอกตับ ซึ่งมักพบในคนอ้วน เบาหวานหรือไขมันในเลือดสูง) โรคตับอักเสบที่เกิดจากปฏิกิริยาภูมิต้านตนเอง (ร่างกายได้ผลิตสารภูมิคุ้มกันหรือแอนติบอดีต่อตับ ซึ่งเกิดขึ้นโดยไม่ทราบสาเหตุทำให้เกิดโรคตับอักเสบเรื้อรังจนกลายเป็นตับแข็ง) ภาวะทุพโภชนาการรวมทั้งโรคแทรกซ้อน เช่น ธาลัสซีเมีย (ชนิดของ โรคโลหิตจางที่เกิดจากเซลล์เม็ดเลือดแดงผิดปกติซึ่งเป็นกรรมพันธุ์) การอุดตันของท่อน้ำดีที่มีมา แต่กำเนิด ฯลฯ

♦อาการ
ในระยะแรกอาจไม่มีความผิดปกติใดๆ ชัดเจน จนเซลล์ตับถูกทำลายจำนวนมาก จะมีอาการอ่อนแรง เหนื่อยล้า เบื่ออาหาร คลื่นไส้ น้ำหนักลด เท้าบวม ตัวเหลือง (ตาเหลือง ตัวเหลือง) คันตามร่างกาย อาจรู้สึกเจ็บเล็กน้อยที่ซี่โครงขวา . ความรู้สึกทางเพศลดลง
บางคนอาจสังเกตเห็นฝ่ามือแดงผิดปกติ หรือจุดแดงที่หน้าอก หน้าท้อง

ในผู้หญิงอาจไม่มีประจำเดือน หรือไม่สม่ำเสมอ มีหนวดยาวขึ้น หรือเสียงแหบคล้ายผู้ชาย
ในผู้ชาย อาจมีหน้าอกขยายใหญ่ ปวด อัณฑะฝ่อ และหย่อนสมรรถภาพทางเพศ

ในระยะท้ายของโรค (หลังจากหลายปีของตับแข็งหรือผู้ป่วยยังดื่มหนัก) ผู้ป่วยจะมีอาการท้องอืด (น้ำในช่องท้องหรือท้องมาน) เส้นเลือดขอดที่ขา หลอดเลือดขยายตัวในช่องท้อง อาเจียนเป็นเลือดสด เนื่องจากเส้นเลือดขอดในหลอดอาหาร มีจุดสีแดงและสีเขียวทั่วร่างกาย

สุดท้ายเมื่อเซลล์ตับถูกทำลายอย่างสมบูรณ์ ผู้ป่วยมักมีอาการทางสมองผิดปกติ เช่น เซื่องซึม เพ้อ มือสั่น และค่อยๆ หมดสติไปจนหมดสติ

♦ การแยกโรค
ความเหนื่อยล้า เบื่ออาหาร โรคดีซ่าน อาจเกิดจากไวรัสตับอักเสบเฉียบพลันและเรื้อรัง ซึ่งมักจะแยกแยะได้ยากจากโรคตับแข็ง อาจจำเป็นต้องมีการทดสอบในห้องปฏิบัติการเพื่อการวินิจฉัย

การลดน้ำหนักและท้องบวม (หยด) อาจเกิดจากมะเร็งตับ มะเร็งของอวัยวะในช่องท้องอื่น ๆ (เช่น รังไข่ กระเพาะอาหาร)

♦ การวินิจฉัย
แพทย์มักจะวินิจฉัยโดยการตรวจเลือดเพื่อดูการทำงานของตับ (การทดสอบการทำงานของตับ) การถ่ายภาพอัลตราซาวนด์ของตับ (อัลตราซาวนด์) การถ่ายภาพด้วยคลื่นสนามแม่เหล็กหรือการตรวจเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ บางคนอาจต้องตรวจชิ้นเนื้อตับเพื่อตรวจ

♦ การดูแลตัวเอง
เมื่อมีอาการที่น่าสงสัยว่าเป็นโรคตับแข็ง เช่น เหนื่อยล้า เบื่ออาหาร คลื่นไส้ น้ำหนักลด โรคดีซ่าน ฝ่ามือแดง จุดแดงที่หน้าอก และหน้าท้อง โดยเฉพาะในผู้ป่วยที่มีประวัติการดื่มแอลกอฮอล์ในปริมาณมาก หรือเคยเป็นพาหะของไวรัสตับอักเสบบีหรือซีมาก่อน ควรรีบไปพบแพทย์เพื่อการวินิจฉัยที่ชัดเจน

หากพบว่าเป็นโรคตับแข็งควรปฏิบัติดังนี้
– ติดต่อแพทย์เพื่อรับการรักษาเป็นประจำ อาจจำเป็นต้องตรวจเลือดเพื่อตรวจหาการเปลี่ยนแปลงของโรคเป็นครั้งคราว
– ห้ามดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์โดยเด็ดขาด เพื่อป้องกันไม่ให้เซลล์ตับที่ดีถูกทำลายมากขึ้น
– กินอาหารประเภทแป้ง ขนมหวาน ผัก ผลไม้ และอาหารที่มีโปรตีนเป็นประจำ ยกเว้นในระยะสุดท้ายของโรคที่มีอาการทางสมอง จำเป็นต้องลดปริมาณโปรตีนลง (เพราะโปรตีนจะสลายตัวเป็นแอมโมเนียที่ส่งผลต่อสมอง)
– หากมีอาการบวมหรือน้ำในช่องท้อง ควรหลีกเลี่ยงอาหารรสเค็มและห้ามดื่มน้ำขวดกลมขนาดใหญ่เกิน 2 ขวดหรือน้ำ 5 แก้ว (1,500 มล.) ต่อวัน
– ห้ามซื้อยาเอง เพราะอาจเป็นพิษต่อตับมากกว่า
– หลีกเลี่ยงการรับประทานหอยแมลงภู่ดิบและหอยนางรม เนื่องจากสามารถนำไปสู่การติดเชื้อแบคทีเรียที่เรียกว่า Vibrio vulnificus ซึ่งอาจกลายเป็นการติดเชื้อร้ายแรงที่เข้าสู่กระแสเลือด หรือเลือดเป็นพิษอาจเป็นอันตรายได้

♦ การรักษา
แพทย์จะสั่งการรักษาตามความรุนแรงของโรค
หากเป็นโรคตับแข็งในระยะแรกมักจะให้การรักษาตามอาการ ให้การเสริมวิตามินและกรดโฟลิก ที่สำคัญคือการกระตุ้นให้ผู้ป่วยงดเว้นจากการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์

หากคุณมีเท้าบวมหรือท้องมาน มันจะให้ยาขับปัสสาวะ เช่น สปิโนโรแลคโตน (spinorolactone) ให้รับประทานเป็นประจำ

ในกรณีที่มีภาวะแทรกซ้อน เช่น อาเจียนเป็นเลือดเนื่องจากเส้นเลือดขอดในหลอดอาหารแตกจะทำให้เลือดหยุดไหล

ในบางกรณี แพทย์อาจพิจารณาการผ่าตัดปลูกถ่ายตับ ซึ่งช่วยให้พวกเขามีอายุยืนยาวขึ้น แต่ก็เป็นการรักษาที่ยาก ราคาแพง และพบผู้บริจาคตับค่อนข้างน้อย

♦ ภาวะแทรกซ้อน
ผู้ป่วยที่เป็นโรคตับแข็งมักมีภูมิต้านทานต่ำ ทำให้เกิดโรคติดต่อได้ง่าย เช่น ปอดบวม วัณโรคปอด
ในระยะสุดท้ายของโรค ผู้ป่วยมักมีเส้นเลือดขอดในหลอดอาหาร ซึ่งมีโอกาสทำให้อาเจียนเป็นเลือดอย่างรุนแรง อาจทำให้ช็อกและเสียชีวิตได้ นอกจากนี้มักเกิดภาวะตับวาย (ตับทำงานล้มเหลว) ทำให้เกิดอาการทางสมอง เช่น เซื่องซึม เพ้อ และหมดสติ
นอกจากนี้ ยังพบว่าโอกาสเป็นมะเร็งตับมีมากกว่าคนปกติ

♦ ความก้าวหน้าของโรค
หากโรคนี้อยู่ในระยะเริ่มต้นและรักษาอย่างเหมาะสม (ห้ามดื่มสุราโดยเด็ดขาด) จะสามารถอยู่ได้นานกว่า 5-10 ปี

แต่ถ้าปล่อยให้เกิดโรคแทรกซ้อนรุนแรง เช่น น้ำในช่องท้อง อาเจียนเป็นเลือด อยู่ได้ 2-5 ปี (ประมาณ 1 ใน 3 ของผู้ป่วยอาจอยู่ได้นานกว่า 5 ปี)

♦ การป้องกัน
1. หลีกเลี่ยงการดื่มแอลกอฮอล์ในปริมาณมาก และหากตรวจพบว่าเป็นพาหะของไวรัสตับอักเสบบีหรือซี ควรงดดื่มสุราโดยเด็ดขาด
2. การฉีดวัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบบี ซึ่งนิยมฉีดกันตั้งแต่แรกเกิด
3. ระวังยาที่อาจเป็นพิษต่อตับ

♦ ความชุก
โรคนี้พบได้บ่อยในผู้ที่ดื่มสุราอย่างหนัก และผู้ที่ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบีหรือซีเรื้อรัง เป็นเรื่องปกติในผู้ชายมากกว่าผู้หญิง

.
ที่มาข้อมูล