in

ดอกพุดตาน หรือดอกสามสี

ดอกพุดตาน หรือดอกสามสี


ดอกพุดแดงยามเย็น

ขาว-เช้า-ชมพู-กลางวัน

พุด อารักขาบานแต่เช้า
ดูเพลินๆสีขาวเชิญชื่นชม
เมื่อตะวันลาลับขอบฟ้า สีสันก็เปลี่ยนไป
กลีบดอกสีขาวกลายเป็นสีชมพู รู้หัน
ตอนเย็นเย็นสีกลายเป็นสีแดงอย่างทันท่วงที

ปูตันมีต้นกำเนิดมาจากประเทศจีน สำหรับชาวจีน พุทราถือเป็นพืชมงคล ทั้งนี้เพราะว่าดอกพุดสามารถเปลี่ยนได้ถึง 3 สีในหนึ่งวัน ซึ่งเป็นเหมือนวัฏจักรชีวิต คนที่เริ่มเหมือนเด็กด้วยผ้าขาวจะค่อยๆ เติบโตด้วยสีที่รวมกันเป็นหนึ่ง จนแก่ตัวด้วยสีที่เข้มขึ้นจนจางหายไป เชื่อกันว่าต้นปูตันอาจปลูกในประเทศไทยในช่วงที่ไทยค้าขายกับจีนในสมัยรัตนโกสินทร์

Putan มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Hibiscus mutabilis L. ถ้าสังเกตจากนามสกุล คงเดาได้ว่าเป็นสกุลเดียวกับดอกชบา และอยู่ในวงศ์ Mavaceae

ปูตันเป็นไม้พุ่มขนาดกลาง สูงประมาณ 1-3 เมตร เหมือนต้นชบา แต่มีใบคล้ายใบพืชตระกูลอื่นคือฝ้าย จึงเป็นที่มาของชื่อสามัญ ฝ้าย กุหลาบ

ใบของพุดมีลักษณะเดี่ยว รูปไข่ เรียงสลับกัน มีความกว้าง 9-20 ซม. ยาว 10-22 ซม. ปลายแหลม ฐานรูปหัวใจ ระยะขอบเว้าลึก 3-5 แฉก แผ่นใบเป็นสีเขียวค่อนข้างหนา มีขนปกคลุมทั่วทั้งใบ เมื่อสัมผัสจะรู้สึกหยาบกร้านอยู่ในมือ ด้วยใบขนาดใหญ่และลำต้นเป็นพุ่ม ต้นพุตานีจึงเหมาะที่จะปลูกเพื่อกลบทิวทัศน์ที่ไม่น่าดูได้ดี

มีชื่อเรียกอีกอย่างหนึ่งว่าดอกพุดซึ่งเป็นดอกไม้สามสี อาจใหญ่ประมาณ 10 ซม. มี 3-5 แฉก เมื่อดอกเริ่มบาน จะเป็นสีขาว และค่อยๆ เปลี่ยนเป็นสีชมพูเข้มเป็นสีแดงตามลำดับ ภายใน 1 วัน จึงเป็นที่มาของชื่อสามัญอื่น กุหลาบที่เปลี่ยนแปลงได้

ดอกพุดตานมีทั้งกลีบซ้อนและไม่ทับซ้อนกัน ผลมีลักษณะกลมและมีขนดก เมื่อผลแตกออกเป็น 5 กลีบ พุดสามารถออกดอกได้ตลอดทั้งปี สามารถขยายพันธุ์โดยการเพาะเมล็ด การตอนกิ่งและการตอนกิ่ง

สำหรับสารสำคัญที่พบในใบ เป็นชนิดเดียวกับที่พบในสมุนไพรหลายชนิด ชนิดคือฟลาโวนอยด์ไกลโคไซด์ซึ่งเป็นที่รู้จักว่าเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่ดีในร่างกายมนุษย์

ดอกพุดตานมีสารแอนโธไซยานิน (แอนโธไซยานิน) ซึ่งเป็นปริมาณที่เปลี่ยนแปลงไปตามสีของดอกพุดซึ่งจะค่อยๆ เพิ่มขึ้น เมื่อดอกมีสีแดงเข้ม สารนี้จะมีปริมาณมากกว่าดอกสีชมพูสามเท่า
สรรพคุณทางยาของพุทรา คือ การใช้ใบสดหรือดอกไม้สดนำมาโขลกกับน้ำผึ้งแล้วทาบริเวณฝี หรือบริเวณที่ผึ้งต่อยไม่ทำให้เกิดการอักเสบ ใบแห้งนำมาบดให้เป็นผงใช้รักษาแผลไฟไหม้ น้ำร้อนลวก หรือใช้รากตำ และใช้เป็นหน้ากากรักษาโรคงูสวัด

.
ที่มาข้อมูล

in

ดอกพุดตาน หรือดอกสามสี

ดอกพุดตาน หรือดอกสามสี


ดอกพุดแดงยามเย็น

ขาว-เช้า-ชมพู-กลางวัน

พุด อารักขาบานแต่เช้า
ดูเพลินๆสีขาวเชิญชื่นชม
เมื่อตะวันลาลับขอบฟ้า สีสันก็เปลี่ยนไป
กลีบดอกสีขาวกลายเป็นสีชมพู รู้หัน
ตอนเย็นเย็นสีกลายเป็นสีแดงอย่างทันท่วงที

ปูตันมีต้นกำเนิดมาจากประเทศจีน สำหรับชาวจีน พุทราถือเป็นพืชมงคล ทั้งนี้เพราะว่าดอกพุดสามารถเปลี่ยนได้ถึง 3 สีในหนึ่งวัน ซึ่งเป็นเหมือนวัฏจักรชีวิต คนที่เริ่มเหมือนเด็กด้วยผ้าขาวจะค่อยๆ เติบโตด้วยสีที่รวมกันเป็นหนึ่ง จนแก่ตัวด้วยสีที่เข้มขึ้นจนจางหายไป เชื่อกันว่าต้นปูตันอาจปลูกในประเทศไทยในช่วงที่ไทยค้าขายกับจีนในสมัยรัตนโกสินทร์

Putan มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Hibiscus mutabilis L. ถ้าสังเกตจากนามสกุล คงเดาได้ว่าเป็นสกุลเดียวกับดอกชบา และอยู่ในวงศ์ Mavaceae

ปูตันเป็นไม้พุ่มขนาดกลาง สูงประมาณ 1-3 เมตร เหมือนต้นชบา แต่มีใบคล้ายใบพืชตระกูลอื่นคือฝ้าย จึงเป็นที่มาของชื่อสามัญ ฝ้าย กุหลาบ

ใบของพุดมีลักษณะเดี่ยว รูปไข่ เรียงสลับกัน มีความกว้าง 9-20 ซม. ยาว 10-22 ซม. ปลายแหลม ฐานรูปหัวใจ ระยะขอบเว้าลึก 3-5 แฉก แผ่นใบเป็นสีเขียวค่อนข้างหนา มีขนปกคลุมทั่วทั้งใบ เมื่อสัมผัสจะรู้สึกหยาบกร้านอยู่ในมือ ด้วยใบขนาดใหญ่และลำต้นเป็นพุ่ม ต้นพุตานีจึงเหมาะที่จะปลูกเพื่อกลบทิวทัศน์ที่ไม่น่าดูได้ดี

มีชื่อเรียกอีกอย่างหนึ่งว่าดอกพุดซึ่งเป็นดอกไม้สามสี อาจใหญ่ประมาณ 10 ซม. มี 3-5 แฉก เมื่อดอกเริ่มบาน จะเป็นสีขาว และค่อยๆ เปลี่ยนเป็นสีชมพูเข้มเป็นสีแดงตามลำดับ ภายใน 1 วัน จึงเป็นที่มาของชื่อสามัญอื่น กุหลาบที่เปลี่ยนแปลงได้

ดอกพุดตานมีทั้งกลีบซ้อนและไม่ทับซ้อนกัน ผลมีลักษณะกลมและมีขนดก เมื่อผลแตกออกเป็น 5 กลีบ พุดสามารถออกดอกได้ตลอดทั้งปี สามารถขยายพันธุ์โดยการเพาะเมล็ด การตอนกิ่งและการตอนกิ่ง

สำหรับสารสำคัญที่พบในใบ เป็นชนิดเดียวกับที่พบในสมุนไพรหลายชนิด ชนิดคือฟลาโวนอยด์ไกลโคไซด์ซึ่งเป็นที่รู้จักว่าเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่ดีในร่างกายมนุษย์

ดอกพุดตานมีสารแอนโธไซยานิน (แอนโธไซยานิน) ซึ่งเป็นปริมาณที่เปลี่ยนแปลงไปตามสีของดอกพุดซึ่งจะค่อยๆ เพิ่มขึ้น เมื่อดอกมีสีแดงเข้ม สารนี้จะมีปริมาณมากกว่าดอกสีชมพูสามเท่า
สรรพคุณทางยาของพุทรา คือ การใช้ใบสดหรือดอกไม้สดนำมาโขลกกับน้ำผึ้งแล้วทาบริเวณฝี หรือบริเวณที่ผึ้งต่อยไม่ทำให้เกิดการอักเสบ ใบแห้งนำมาบดให้เป็นผงใช้รักษาแผลไฟไหม้ น้ำร้อนลวก หรือใช้รากตำ และใช้เป็นหน้ากากรักษาโรคงูสวัด

.
ที่มาข้อมูล