in

ซีด-โลหิตจาง

ซีด-โลหิตจาง

โรคของคนจน ซีด-โลหิตจาง

อาการซีดมีทั้งที่เกิดจากโลหิตจางและไม่มีโลหิตจาง เช่น

  • ถูกเจ้าหนี้ทวงเงินแล้วหน้าซีด
  • ถูกตำรวจจับแล้วหน้าซีด
  • บางคนอดนอนแล้วหน้าซีด
  • บางคนกินเหล้าแล้วหน้าซีด (ส่วนใหญ่หน้าแดง)

ซีดแบบนี้เกิดจากเส้นเลือดมันหดตัว ทำให้เลือดมาเลี้ยงบริเวณผิวหน้าน้อยลง จึงดูซีด ทั้งๆ ที่โลหิตไม่จาง

ส่วนซีดจากโลหิตจางนั้นเกิดขึ้นเพราะมีเลือดน้อยทั่วร่างกาย

วิธีจะดูว่ามีโลหิตจางไหม ก็โดยแหกตาดูตรงตาแดงว่ามันแดงเหมือนคนปกติไหม แต่ถ้าคนกำลังเป็นตาแดง หรือกำลังร้องไห้ก็ใช้ไม่ได้

อีกแห่งหนึ่งที่จะดูก็คือ ริมฝีปากว่าซีด หรือไม่ซีด แต่ถ้าผู้หญิงทาลิปสติกก็ใช้ไม่ได้อีก

อีกแห่งหนึ่งที่จะดูก็คือ ลิ้น ว่าแดงเหมือนคนปกติไหม นึกว่าไม่มีใครอุตริเอาสีไปทาลิ้นแล้วเชียว ยังมีจนได้พวกอมลูกอมแดงๆ ไงครับ

อารยธรรมสมัยใหม่มันเที่ยวบดบังธรรมชาติที่แท้เสียหมด

เอ้า! ดูอีกแห่งหนึ่ง แบมือมาเทียบฝ่ามือกันดูว่าของใครซีดของใครแดง (รายละเอียดการตรวจดูอาการซีด ขอให้ดูในคอลัมน์ “เรียนหมอจากภาพ” ประกอบด้วยครับ)

ดูมันหลายๆ แห่งแหละดี แต่ข้อสำคัญคนที่จะเอามาเปรียบเทียบว่าเป็นคนปรกตินั้นต้องเป็นคนที่มีกินอุดมสมบูรณ์หน่อย ถ้าเป็นคนทรัพย์จางด้วยกันก็ใช้ไม่ได้

โรคทรัพย์จาง ที่ชอบพูดกันเป็นตลกไปในร้านสภากาแฟนั้นเกี่ยวข้องกับเรื่องโลหิตจางจริงๆ ซึ่งผมจะกล่าวให้ฟังตอนท้าย

สาเหตุของโลหิตจาง

สาเหตุของโลหิตจางก็เหมือนกับสาเหตุของทรัพย์จางนั่นแหละครับ คือ

1. สร้างขึ้นน้อย

2. สูญเสียไปมาก

ที่สร้างเม็ดเลือดแดงได้น้อยก็ เช่น ขาดวัตถุดิบในการสร้างคือ อาหารอันได้แก่ โปรตีน เหล็ก แร่ธาตุ และวิตามินต่างๆ

การสร้างได้น้อยยังอาจเกิดจากตัวโรงงานที่สร้างมันทำงานได้ไม่ค่อยดีตัวโรงงานสร้างเม็ดเลือดนั้น ได้แก่ ไขกระดูก

การที่โรงงานทำงานได้ไม่ดี อาจเป็นเพราะคนงานสไตร๊ค์ หรือเจ็บป่วย หรือเป็นเพราะเครื่องมันพังเวลาร่างกายเจ็บป่วยด้วยโรคเรื้อรังต่างๆ เช่น เป็นมะเร็ง เป็นโรคไต เป็นโรคติดเชื้อ ฯลฯ ไขกระดูกก็ทำงานได้ไม่ดี ทำให้มีโลหิตจาง

ส่วนพวกที่ว่าเครื่องมันพัง หรือไขกระดูกมันเสียก็เช่นมีมะเร็งเข้าไปอยู่ในไขกระดูก หรือไขกระดูกฝ่อเพราะถูกยาบางอย่าง

ที่กล่าวข้างต้นนั้น คือ เรื่องย่อๆ เกี่ยวกับการสร้างเม็ดเลือดแดงได้น้อย

ส่วนประเภทที่สองนั้น ได้แก่ มีการสูญเสียมาก การสูญเสียมี 2 แบบ

แบบหนึ่ง เนื่องจากมีการตกเลือดหรือเสียเลือดออกไปจากร่างกายทีละน้อย เช่น เป็นแผลในกระเพาะอาหาร เป็นริดสีดวงทวาร มีประจำเดือนมาก คลอดลูกบ่อยๆ มีพยาธิปากขอคอบกินเลือดในลำไส้ เป็นต้น

อีกแบบหนึ่ง เกิดเนื่องจากเม็ดเลือดแดงอายุสั้น มันแตกทำลายไปเร็วกว่าปกติ เม็ดเลือดแดงปกติอายุประมาณ 120 วัน มีโรคบางอย่างที่ทำให้อายุเม็ดเลือดแดงสั้น ก็เป็นเหตุให้มีโลหิตจางได้

เอาละครับ เราก็ว่าทฤษฎีกันมามากแล้ว (ความจริงไม่มาก เพราะเรื่องโลหิตจางเขาเขียนเป็นตำราหนาตั้งพันหน้า) คราวนี้ไปสู่ภาคปฏิบัติสำหรับประชาชนกันบ้าง

ถ้ามีโลหิตจางร่วมกับการมีจ้ำเลือดตามตัว เป็นจุดแดงหรือเป็นพรายย้ำร่วมกับการมีเลือดออกตามไรฟันควรไปหาหมอเพื่อตรวจหาสาเหตุ ซึ่งมีได้หลายอย่างข้อสำคัญคือ อย่าฉีดยาเพราะจะทำให้เลือดออกตรงตำแหน่งที่ฉีดได้มากๆ

ถ้ามีโลหิตจางร่วมกับการมีก้อนขึ้นตามที่ต่างๆ เช่น เป็นเป็นลูกหนูตามคอ รักแร้ หรือมีก้อนในท้องควรไปหาหมอเพื่อตรวจหาสาเหตุ

ถ้ามีโลหิตจางร่วมกับการเจ็บป่วยเรื้อรัง เช่น ผอม เป็นไข้ เบื่ออาหาร คลื่นไส้อาเจียน บวม ก็ควรได้รับการตรวจหาสาเหตุเหมือนกัน

ถ้ามีโลหิตจางร่วมกับดีซ่าน ก็ควรไปหาหมอเพื่อตรวจหาสาเหตุเช่นเดียวกัน

ที่กล่าวถึงข้างบนนั้นพบเป็นส่วนน้อย ส่วนใหญ่ก็คือ มีโลหิตจางเฉยๆ โดยไม่มีจ้ำเลือด ไม่มีก้อน ไม่มีไข้ ไม่มีดีช่าน ซึ่งจะกล่าวถึงการรักษาที่ประชาชนทำได้ด้วยตนเองกันต่อไป

ถ้ามีอาการซีดเฉยๆ โดยไม่มีอาการไข้ ไม่มีจ้ำเลือด ไม่มีก้อนผิดปกติขึ้นตามตัวหรือในท้อง ไม่มีอาการดีซ่าน ส่วนใหญ่เป็นโลหิตจางที่เกิดขึ้นจากการขาดธาตุเหล็ก ซึ่งเป็นโลหิตจางที่พบมากที่สุด

ธาตุเหล็กเป็นสารที่จำเป็นสำหรับการสร้างสีแดงที่อยู่ในเม็ดเลือดแดง ถ้าขาดเหล็กจะเกิดโลหิตจาง

การขาดธาตุเหล็กเกิดขึ้นด้วยเหตุ 2 ประการ คือ

1. ร่างกายได้รับเข้าไม่พอ

2. มีการสูญเสียออกไปจากร่างกายมาก

เหล็กที่ร่างกายจะดูดซึมไปใช้ได้ดี คือ เหล็กที่ได้มาจากเนื้อ หรือเลือดสัตว์ คนที่กินเนื้อสัตว์น้อย เช่น คนจน จึงขาดเหล็กได้ง่าย

การสูญเสียเหล็กออกไปจากร่างกายนั้นมีหลายทาง เช่น มีการเสียเลือดออกไปจากร่างกายเนื่องจากเหล็กอยู่ในเม็ดเลือดแดงมาก เมื่อมีการเสียเลือดออกไปจากร่างกาย จึงทำให้เกิดการขาดเหล็ก การเสียเลือดที่พบบ่อย เช่น

  • ประจำเดือนมาก
  • เสียเลือดไปในการคลอดลูก
  • เลือดออกจากริดสีดวงทวารหนัก
  • เสียเลือดจากแผลในกระเพาะอาหาร
  • เป็นพยาธิปากขอในลำไส้ พยาธิดูดเลือดออกไปเรื่อยๆ
  • มีการเสียเหล็กออกไปให้ลูก หญิงตั้งท้องจะต้องแบ่งเหล็กไปให้ลูกในท้อง และขณะที่ให้นมลูกก็จะมีเหล็กออกไปในน้ำนม

ฉะนั้นหญิงที่มีลูกมาก จึงขาดเหล็กได้ง่าย ยิ่งถ้าเป็นชาวนาชาวไร่ที่ยากจน ก็ยิ่งมีสาเหตุหลายอย่างที่ทำให้เกิดโลหิตจาง คือ

  • ความยากจนทำให้ขาดอาหารและขาดเหล็ก
  • ความยากจนทำให้มีลูกมาก เลยขาดเหล็กมาก
  • ทำไร่ทำนา ทำให้พยาธิปากขอจากที่ชื้นและไชเข้าเท้า และไปอยู่ในลำไส้กินเลือดไปเรื่อยๆ จนโลหิตจาง

ความยากจนจึงเป็นโรคอย่างยิ่ง ทรัพย์จางกับโลหิตจางจึงแยกกันไม่ออก ตรวจคนรวย 100 คน อาจไม่พบโลหิตจางเลยสักคน แต่ถ้าไปตรวจคนในหมู่บ้าน จะพบว่าร้อยละ 40-50 จะมีโลหิตจาง และถ้าเป็นหมู่บ้านที่ยากจนร้อยละ 90 ของคนในหมู่บ้านจะมีโลหิตจาง เมืองไทยจึงเป็นเมืองโลหิตจาง และเมื่อเป็นกันมากอย่างนี้จะไปเอามดหมอที่ไหนมาตรวจรักษากันหวาดไหว ในเมื่อไม่มีหมอรักษา ก็ต้องรักษาตัวเอง เป็น “หมอชาวบ้าน” ไงล่ะครับ

วิธีรักษาตัวเอง ก็คือ ไปซื้อยายาเม็ดเหล็กเฟอร์รัสซัลเฟต มากินยานี้เม็ดละประมาณ 5 สตางค์ กินวันละ 1 เม็ด หรือ 3 เม็ด กินไปสัก 2-3เดือนก็ได้ ถ้ากินแล้วอุจจาระดำปี๋เหมือนเฉาก๊วย หรือกาแฟดำ ไม่ต้องตกใจ เพราะมันเกิดจากยา เด็กเล็กไม่ควรใช้ยาเม็ด แต่ควรใช้ยาน้ำเชื่อมเข้าเหล็ก หญิงมีท้องทุกคนควรกินยาเม็ดเหล็กดังกล่าว ตลอดระยะเวลาที่ตั้งท้อง

แล้วก็อย่าลืมรักษาต้นเหตุของโลหิตจางด้วยนะครับ คือ ถ้าเป็นริดสีดวงทวารก็รักษาริดสีดวงทวารเสีย ถ้าเป็นแผลในกระเพาะอาหารก็ควรกินยาลดกรดรักษาแผลในกระเพาะอาหารเสีย ถ้าเป็นโรคพยาธิปากขอก็รักษาโรคพยาธิปากขอเสีย ประการหลังนี้พูดง่ายแต่ทำยาก เพราะอะไร เพราะชาวไร่ชาวนาเหยียบย่ำที่แฉะ โดนพยาธิซึ่งอยู่ในดินไชเข้าเท้า พยาธินี้ก็มาจากไข่พยาธิ ซึ่งอยู่ในอุจจาระที่คนถ่ายลงดินนั้นแหละ

การป้องกัน ก็คือ หนึ่ง ไม่ถ่ายอุจจาระลงดิน และสองสวมรองเท้าเสีย ประการที่สองนั้นทำไม่ได้ ประการที่หนึ่งก็ไม่ได้ทำก็เลยเป็นพยาธิปากขอกันทั้งหมู่บ้าน เมื่อป้องกันไม่ได้ หรือยังป้องกันไม่ทัน ก็กินยาถ่ายพยาธิเสียเลยดีไหมครับ ยาฝรั่งที่ถ่ายพยาธิปากขอก็มีอยู่หลายตัว แต่ผมไม่โฆษณาให้หรอกครับ เพราะคนในเมืองไม่ค่อยเป็น

สำหรับคนในชนบทควรปลูกต้นมะเกลือกันไว้ทุกหมู่บ้าน มะเกลือที่ใช้ย้อมผ้านะครับ ลูกมะเกลือเป็นยาถ่ายพยาธิปากขอที่ดีที่สุด ดีกว่ายาฝรั่งขนานใดๆ เอาลูกมะเกลือสดๆ (สีเขียว สีดำมาเอา) มาตำคั้นเอาน้ำรับประทาน ผู้ใหญ่ใช้ 20 ลูก เด็กใช้ตามอายุคือ 10 ปี ก็ 10 ลูก 15 ปี ก็ 15 ลูก จะใส่กะทิ ใส่น้ำตาล หรือแต่งรสอย่างใดก็ได้ตามใจชอบ กินเสียปีละครั้ง สองครั้ง แต่ต้องกินสดๆ อย่าเก็บไว้ค้างวัน หรือค้างคืน เพราะถ้าเก่าเก็บไว้ อาจทำให้ตาบอดได้

แล้วโรคทรัพย์จางของชาวบ้านก็อย่าลืมหาทางแก้กันเสียนะครับ จะได้ไม่ต้องเป็น โรคโลหิตจางกัน

ที่มาข้อมูล