in

ซาร์ส-ปอดบวมมรณะ น่ากลัวจริงหรือ?

ซาร์ส-ปอดบวมมรณะ น่ากลัวจริงหรือ?

โรคซาร์ส – โรคปอดบวมถึงตาย น่ากลัวจริงหรือ?

เมื่อกลางเดือนมีนาคมที่ผ่านมา โรงพยาบาลบำราศนราดูรได้รับผู้ป่วยที่สงสัยว่าเป็นโรคซาร์สหรือปอดอักเสบถึงแก่ชีวิตเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล ผู้ป่วยรายนี้เป็นแพทย์ชาวอิตาลีอายุ 46 ปี ชื่อดร.คาร์โล เออร์บานี ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านโรคติดต่อขององค์การอนามัยโลก และเป็นคนแรกที่ชี้ให้เห็นว่าโลกกำลังเผชิญกับโรคระบาดรูปแบบใหม่ เขาเดินทางไปฮานอย เพื่อค้นหาสาเหตุของการแพร่ระบาดลึกลับนี้ในฮานอย (ซึ่งปรากฏตัวครั้งแรกในข่าวสู่โลกเมื่อปลายเดือนกุมภาพันธ์) ได้ใกล้ชิดกับผู้ป่วยโรคซาร์สคนแรกของเวียดนาม ซึ่งเป็นนักธุรกิจชาวอเมริกันเชื้อสายจีน (ติดเชื้อจากฮ่องกง ติดเชื้อจากแพทย์และพยาบาล 61 คน ที่ดูแลพวกเขา) และป่วยขณะมาเยือนกรุงเทพฯ

ดร.คาร์โล เออร์บานี เสียชีวิตด้วยโรคร้ายนี้เมื่อวันที่ 29 มีนาคม สามวันต่อมา (1 เมษายน) ข่าวการเสียชีวิตจากโรคซาร์ส ผู้ป่วยชาวไทยรายที่ 2 ที่โรงพยาบาลสงขลานครินทร์ (หาดใหญ่) คนไข้รายนี้ ชาวฮ่องกงวัย 78 ปี ชื่อ นายลำ อิง เชียง ได้เดินทางจากฮ่องกงไปเยี่ยมญาติที่อำเภอสะเดา จังหวัดสงขลา ระหว่างทางแวะกรุงเทพและโพธาราม เขาไม่สบาย 6-7 วันและเสียชีวิต แพทย์ติดตามการติดต่อใกล้ชิดกับผู้ป่วยรายนี้เป็นเวลา 14 วัน โชคดี. โชคดีที่ไม่มีใครได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคนี้ ในช่วงปลายเดือนมีนาคม กระทรวงสาธารณสุขได้ออกมาตรการเข้มงวดเพื่อป้องกันการแพร่กระจายของโรคนี้ และสื่อต่างพากันเผยแพร่ข่าวการแพร่ระบาดในประเทศต่างๆ ทุกวัน สร้างความตื่นตระหนกให้กับประชาชนทั่วไป จนกระทั่งนายกรัฐมนตรีต้องกล่าวสุนทรพจน์ทางโทรทัศน์ในคืนวันที่ 8 เมษายน เพื่อให้แน่ใจว่าจะไม่มีการระบาดของโรคนี้ในประเทศไทย และขอให้ดำเนินชีวิตตามปกติรวมทั้งสนุกกับเทศกาลสงกรานต์ (แถมจะมอบเงิน 1 ล้านบาทให้กับผู้ที่เสียชีวิตจากโรคนี้หากพบว่าติดเชื้อในบ้านเราและมอบเงินจำนวน 2 ล้านบาทให้กับผู้ที่เสียชีวิตจากโรคนี้ในช่วง วันหยุดสงกรานต์)

โรคนี้น่ากลัวจริงหรือ?
คำตอบสามารถเป็นได้ทั้งสองวิธี: น่ากลัวทั้งคู่ และไม่น่ากลัว

น่ากลัว เพราะ

(1) โรคซาร์สหรือโรคทางเดินหายใจเฉียบพลัน รุนแรงเป็นโรคที่เกิดจากไวรัสตัวใหม่ (ไวรัสซาร์ส) และแพร่กระจายอย่างรวดเร็ว เหมือนกับไข้หวัดใหญ่ที่ติดต่อได้ง่ายกว่าโรคเอดส์ โดยเริ่มจากกวางตุ้งไปฮ่องกง แล้วกระจายไปทั่วโลก (ดูภาพและตารางประกอบ) ในกวางตุ้งและฮ่องกง ผู้คนมากกว่า 300 คนอาศัยอยู่ในอพาร์ตเมนต์เดียวกัน (ชื่อ Amoy Garden) ติดเชื้อโรคในเวลาเดียวกัน ทำให้ทางการต้องอพยพไปยังรีสอร์ทนอกเมือง

(2) ไม่มีการรักษาที่มีประสิทธิภาพสำหรับโรคนี้ ผู้ที่เป็นโรคนี้มีโอกาสเสียชีวิตได้ 5% เนื่องจากภาวะแทรกซ้อนรุนแรงของโรคปอดบวมที่นำไปสู่ภาวะที่เรียกว่าปอดบวม “กลุ่มอาการหายใจลำบากเฉียบพลัน ภายใน 1-2 สัปดาห์หลังรู้สึกไม่สบาย

โปรดอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับโรคนี้ในคอลัมน์ “สารานุกรมโรค”

ที่ไม่น่ากลัว เพราะ

(1) โรคนี้สามารถแพร่ไปยังผู้ที่สัมผัสใกล้ชิดกับผู้ป่วยได้ เช่น ญาติของผู้ป่วย แพทย์ และพยาบาลที่ดูแลผู้ป่วย โดยไม่มีมาตรการป้องกันตนเอง ซึ่งเกิดขึ้นในช่วงแรกๆ ของการแพร่ระบาดครั้งนี้ เพราะในขณะนั้นธรรมชาติของการติดเชื้อยังไม่ทราบ จึงขาดมาตรการป้องกัน ต่อมาเมื่อทราบวิธีป้องกัน เช่น การสวมหน้ากากอนามัย และการล้างมือบ่อยๆ ผู้ที่ดูแลผู้ป่วยมีภูมิคุ้มกันจากการติดเชื้อ (เช่น กรณีเจ้าหน้าที่โรงพยาบาลบ้านเราที่รับผู้ป่วยไปรักษา แต่ไม่ปรากฏว่ามีใครป่วย)

(2) โรคนี้สามารถป้องกันได้ด้วยวิธีง่ายๆ คือ ห้ามสัมผัสตัวผู้ป่วย หากจำเป็นต้องเข้าไปในสถานที่ที่อาจสัมผัสกับผู้ป่วยสวมหน้ากากและล้างมือด้วยสบู่และน้ำ สามารถลดการติดเชื้อได้อย่างมาก

(3) หากพบผู้ป่วยโรคนี้ การแยกผู้ป่วย (เช่น เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลแยกต่างหาก) สามารถลดวงจรการแพร่เชื้อได้ ดังนั้น มาตรการสำคัญคือการค้นหาผู้ที่มีอาการต้องสงสัย ในการเป็นโรคนี้ รวมถึงการตรวจหาอาการของโรคไข้ในผู้ที่เดินทางมาจากพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ (เช่น จีน ฮ่องกง เวียดนาม ไต้หวัน สิงคโปร์ แคนาดา) และแยกตนเองออกจากผู้อื่น

(4) กระทรวงสาธารณสุขได้ออกมาตรการป้องกันการแพร่กระจายของโรคอย่างเคร่งครัด ผู้ที่เดินทางจากเขตแพร่ระบาดได้รับการตรวจคัดกรองอาการก่อนจะได้รับอนุญาตให้ออกจากสนามบิน และติดตามใกล้ชิดผู้ป่วย 14 วัน (ตั้งแต่หลังสงกรานต์ถึง 10 วันเป็นต้นไป) เหล่านี้เป็นเงื่อนไขสำคัญที่ป้องกันการแพร่กระจายของโรคในประเทศของเราในขณะนี้ ต่างจากเวียดนาม แคนาดา และสิงคโปร์ เมื่อมีผู้ป่วยจากฮ่องกงเพียงรายเดียว การแพร่กระจายอย่างรวดเร็วไปยังผู้คนในประเทศ (เพราะในขณะนั้นยังไม่ทราบความเป็นพิษของโรคนี้ จึงขาดมาตรการป้องกัน) ขณะนี้ (ณ วันที่ 21 เมษายน) ในประเทศของเรา มีรายงานผู้ป่วยโรคนี้เพียง 7 ราย (คนไทยสามคน) ผู้ติดเชื้อจากต่างประเทศ 2 รายเสียชีวิต ส่วนที่เหลือหายดีแล้ว

ปัจจุบันถือว่าประเทศเรายังปลอดภัยจากโรคซาร์ส อย่างไรก็ตามทางการยังคงต้องใช้มาตรการที่เข้มงวดในการป้องกันโรคจนกว่าการระบาดในประเทศต่างๆ จะสิ้นสุดลง ก่อนจบ มีข้อสังเกตที่น่าสนใจสามประการเกี่ยวกับเรื่องนี้:

ประการแรก โรคนี้เป็นโรคระบาดร้ายแรงระดับโลก เนื่องจากปัจจัยทางชีววิทยา (ไวรัสมีการกลายพันธุ์ซึ่งมีแนวโน้มว่าจะเกิดขึ้นในโลกของเราเป็นระยะ) ร่วมกับปัจจัยทางสังคมและวัฒนธรรม (การเดินทางไปและกลับจากเมืองหนึ่งไปยังอีกเมืองหนึ่ง ประเทศและประเทศในยุคโลกาภิวัตน์ การเติบโตของเมืองที่แออัด) ซึ่งส่งผลต่อวิถีทาง ของชีวิตและเศรษฐกิจของประเทศต่างๆ อย่างกว้างขวาง

ที่สอง โลกทั้งใบได้รวมตัวกันเพื่อค้นหาสาเหตุ วิธีการตรวจและป้องกันโรคนี้จนมีความคืบหน้าและเห็นแนวทางในการควบคุมโรคนี้ภายในเวลาอันสั้น

ที่สาม
เรียกโรคนี้ในบ้านเราว่า “ไข้หวัดใหญ่มรณะ”และ “ปอดบวมตาย” อาจสร้างความตื่นตระหนกเกินจริงในจีนและนิยมเรียกโดยสื่อต่างประเทศว่า “โรคปอดบวมผิดปกติ” นักปราชญ์นิยมเรียกว่า “โรคซาร์ส” (ซาร์ส) หรือ “โรคทางเดินหายใจรุนแรงเฉียบพลัน” ล่าสุดสื่อได้ใช้ศัพท์วิชาการน่าจะให้ภาพโรคนี้อยู่ตรงกลางมากกว่าชื่อที่ลงท้ายด้วย “ความตาย” เพราะในความเป็นจริง ประมาณ 95 เปอร์เซ็นต์ของผู้ที่เป็นโรคนี้สามารถรักษาให้หายขาดได้ โดยไม่เกิดซ้ำหรือมีอาการแทรกซ้อนใดๆ

คำแนะนำจากกระทรวงสาธารณสุข
เพื่อป้องกันการแพร่กระจายของโรคปอดบวมและประชาชนทั่วไป
1. รักษาสุขภาพที่ดีตลอดเวลา และสร้างภูมิคุ้มกันด้วยการรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ ออกกำลังกายสม่ำเสมอ พักผ่อนให้เพียงพอ พยายามลดความเครียดและลดการสูบบุหรี่
2. ใช้ผ้าปิดปากและจมูกทุกครั้งที่ไอหรือจาม ขณะมีอาการหวัด ให้สวมหน้ากากอนามัยเสมอ โดยเฉพาะเมื่ออยู่กับผู้อื่น
3. รักษามือให้สะอาดอยู่เสมอ คุณควรล้างมือบ่อยๆ ด้วยสบู่และน้ำ โดยเฉพาะหลังจากไอ จาม เช็ดน้ำมูก
4. อย่าขยี้ตาด้วยมือของคุณ การเลือกจมูกหรือปากของคุณ หากจำเป็น ให้ล้างมือก่อน
5. ห้ามใช้ผ้าขนหนูหรือผ้าเช็ดหน้าร่วมกับผู้อื่น หากใช้กระดาษชำระ ควรทิ้งในถังขยะที่มีฝาปิด
6. ใช้ช้อนกลางในการทานอาหารร่วมกับผู้อื่น
7. รักษาบ้านให้สะอาด เช็ดเฟอร์นิเจอร์และของใช้ในครัวเรือน โดยเฉพาะอย่างยิ่งโทรศัพท์เป็นประจำอย่างน้อยวันละครั้งด้วยผ้าชุบน้ำสบู่หรือผงซักฟอกเจือจางแล้วทำซ้ำด้วยน้ำสะอาด
8. เปิดประตูและหน้าต่างเพื่อให้อากาศภายในบ้านไหลเวียนได้สะดวก ยิ่งถ้ามีผู้ป่วย
9. ในช่วงเวลานี้ ควรหลีกเลี่ยงสถานที่ที่มีผู้คนพลุกพล่านและการระบายอากาศไม่ดี เช่น โรงภาพยนตร์ สถานบันเทิง ห้างสรรพสินค้า เป็นต้น
10. ขณะเดินทางในรถโดยสารสาธารณะหรือยานพาหนะที่อาจมีผู้ป่วยหรือผู้เดินทางจากประเทศที่มีเชื้อเฉพาะถิ่น ควรใช้หน้ากาก
11. พบแพทย์ทันทีที่มีอาการเป็นหวัด มีไข้ ไอ หรือจาม

นักท่องเที่ยวต่างชาติ
1. หากจำเป็นต้องเดินทางไปต่างประเทศที่มีการระบาด ควรป้องกันตนเองเพื่อลดความเสี่ยงในการเกิดโรค โดยหลีกเลี่ยงสถานที่แออัด หลีกเลี่ยงการสัมผัสใกล้ชิดผู้ป่วย ควรใช้หน้ากากเมื่ออยู่ในสถานที่ที่มีความเสี่ยงสูง เช่น ในเครื่องบิน สนามบิน รถยนต์นั่งส่วนบุคคล สถานที่สาธารณะ สถานที่สาธารณะ และการประชุม
2. เมื่อกลับจากประเทศที่มีโรคระบาดควรหยุดพักจากการทำงาน หยุดเรียน ลดการเดินทางและติดต่อกับผู้อื่นเป็นเวลา 10 วัน เพื่อเฝ้าสังเกตตนเองที่บ้าน ในระหว่างนี้ ให้อยู่ในห้องแยกต่างหาก ใช้หน้ากากตลอดเวลา ล้างมือบ่อยๆ และหลีกเลี่ยงการใช้สิ่งของเครื่องใช้ส่วนตัวร่วมกับผู้อื่น หลีกเลี่ยงการสัมผัสใกล้ชิดกับสมาชิกในครอบครัว เพื่อลดความเสี่ยงที่สมาชิกในครอบครัวและผู้อื่นจะติดเชื้อ
3. หากคุณมีไข้ ไอ เจ็บคอ หรือสงสัยว่าคุณเป็นโรคทางเดินหายใจเฉียบพลันรุนแรง ให้สวมหน้ากากอนามัยและไปพบแพทย์ พร้อมทั้งแจ้งประวัติการเดินทางให้คุณหมอทราบ
4. เจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองทุกคนต้องประสานงานกับแพทย์ตรวจคนเข้าเมือง และเจ้าหน้าที่สาธารณสุขอย่างใกล้ชิด หากพบผู้ป่วยให้ดันกลับประเทศต้นทาง ถ้าเป็นคนไทย ส่งตัว สธ.

.
ที่มาข้อมูล