in

ชอบเรียกกันว่า ” ยาแก้อักเสบ ” มาหาซื้อกันตอนเจ็บคอหรือเป็นไข้หวัด

ชอบเรียกกันว่า ” ยาแก้อักเสบ ” มาหาซื้อกันตอนเจ็บคอหรือเป็นไข้หวัด

ยากลุ่มนี้คือ ยาปฏิชีวนะหรือยาต้านจุลชีพ” ซึ่งใช้รักษาโรคติดเชื้อทางเดินหายใจส่วนบน ซึ่งเรียกให้เข้าใจได้ง่ายคือ “ ยาต้านแบคทีเรีย

สาเหตุของโรคติดเชื้อทางเดินหายใจส่วนบน
การติดเชื้อทางเดินหายใจส่วนบน แบ่งออกเป็นหลายโรค: โรคไข้หวัด, โรคจมูกอักเสบจากแบคทีเรีย, pharyngitis, ต่อมทอนซิลอักเสบ, ฝีในช่องท้อง, หูชั้นกลางอักเสบเฉียบพลัน, ไซนัสไซนัส ไซนัสอักเสบ) โรคกล่องเสียงอักเสบ (ฝาปิดกล่องเสียงเฉียบพลัน) โรคไอกรน (โรคซาง)
สาเหตุ ได้แก่ ไวรัส แบคทีเรีย (ทั้งสาเหตุและภาวะแทรกซ้อนของไวรัส)

ปัญหาในการรักษาโรคติดเชื้อทางเดินหายใจส่วนบน
ปัญหาสำคัญคือต้องพิจารณาและตัดสินใจ” ผู้ป่วยรายใดควรได้รับยาต้านแบคทีเรีย? ” (เป็นที่ทราบกันดีว่าไม่มียาใดสามารถทำลายไวรัสได้) เนื่องจากความยากของการตรวจทางห้องปฏิบัติการ และข้อมูลเกี่ยวกับเชื้อโรคที่ทำให้เกิดโรคนั้นมีน้อย แต่จากผลการศึกษาของมหาวิทยาลัยมหิดล ในช่วงปี พ.ศ. 2529-2530 ถึง ระบุสาเหตุของการติดเชื้อทางเดินหายใจส่วนบนในเด็กอายุต่ำกว่า 5 ปี ที่รับการรักษาที่โรงพยาบาลรามาธิบดีและเด็กจากทำเนียบรัฐบาล ดินแดง กรุงเทพมหานคร พบว่า 50% ของไวรัสเป็นสาเหตุ (ไม่ใช่ดังนั้น หากแพทย์ เภสัชกร และบุคลากรทางการแพทย์ไม่มีแนวทางที่ชัดเจนในการพิจารณาว่าคุ้มค่าหรือไม่ “ยาต้านแบคทีเรีย “หรือไม่ ควบคู่ไปกับแรงกดดันจากคนไข้และไม่มีเวลาอธิบายให้คนไข้ฟัง จึงใช้ ยาต้านแบคทีเรีย “มากมายจนมูลค่านำเข้าหลายพันล้านบาทต่อปี

แนวทางการวินิจฉัย
เพื่อแก้ปัญหาดังกล่าว คณะผู้เชี่ยวชาญสาขาโรค การติดเชื้อทางเดินหายใจส่วนบน กระทรวงสาธารณสุข (ร่วมกับองค์การอนามัยโลก) ได้พัฒนาแนวทางทางคลินิกที่ช่วยกำหนดว่าโรคติดเชื้อน่าจะเกิดจากไวรัสหรือแบคทีเรีย ซึ่งจะสรุปให้มีความรู้ความเข้าใจเป็นหัวข้อและตารางต่อไป

สาเหตุของการใช้ยาต้านแบคทีเรียในการรักษาโรค “หวัดและไอ” คือ:

1. เพื่อให้โรคหายเร็วขึ้น

2. เพื่อยับยั้งการแพร่กระจายของเชื้อ

3.ป้องกันไข้รูมาติกและไตอักเสบเฉียบพลัน

อาการบ่งชี้ว่าผู้ป่วยควรได้รับยาต้านแบคทีเรีย เป็น

1. ไข้ เว้นแต่ผู้ป่วยจะมีอาการอื่นๆ ที่เป็นลักษณะของการติดเชื้อไวรัส เช่น น้ำมูกใส (ไข้หวัด) ตาแดง ผื่น (หัด) แผลในลำคอ หรือมีอาการคล้ายไข้หวัดใหญ่ เช่น ปวดเมื่อยตามร่างกาย คันคอ และคัดจมูก เบื่ออาหาร) โดยเฉพาะช่วงไข้หวัดใหญ่ระบาด

2. เมือกสีเหลืองหรือเขียว ยกเว้นผู้ป่วยที่มีอาการดีขึ้น มีเสมหะลดลงแต่ยังติดจมูกหรือออกเป็นน้ำมูกเหลืองข้นหรือเมือกหนาสีเหลืองเฉพาะตอนเช้า
3. ไอมีเสมหะหนาสีเหลืองหรือเขียว ยกเว้นผู้ป่วยที่มีเสมหะเฉพาะในตอนเช้าและมีลักษณะเป็นเสมหะสีเหลืองหรือเขียว หรือมีเสมหะดังกล่าวไม่บ่อยนัก แต่ส่วนใหญ่เสมหะจะเป็นสีขาว เนื่องจากพบเสมหะหนา สีเหลือง หรือสีเขียว ในกรณีที่มีเสมหะตกค้างอยู่ใน ลำคอเป็นเวลานาน (เช่น ตอนกลางคืน)

4. เจ็บคอ ยกเว้นเมื่อพบแผลพุพองที่คอหรือผู้ป่วยที่มีน้ำมูกใสซึ่งเป็นอาการของการติดเชื้อไวรัสเจ็บคอในเด็กวัยเรียนที่ไม่เป็นหวัดหรือมีลักษณะที่บ่งชี้ว่าเป็นเชื้อ Streptococcal pharyngitis ควรรักษาด้วยยาเพนนิซิลลิน หรือ erythromycin เพื่อลดอุบัติการณ์ของไข้รูมาติกและไตอักเสบเฉียบพลัน

5. หนองบนต่อมทอนซิล ยกเว้นเมื่อตรวจพบเชื้อโมโนนิวคลีโอซิสอื่น นอกจากนี้ การวินิจฉัยแยกโรคระหว่างคอตีบและคอหอยอักเสบจากเชื้อสเตรป-โทค็อกคัส

6. ไอรุนแรง อาการไอรุนแรง อาจเกิดจากการติดเชื้อ Mycoplasma pneumoniae, Bordetella pertussis หรือ Chlamydia trachomatis ในทารก

ผู้ป่วยที่มีอาการไอรุนแรงในช่วงที่มีการระบาดของมัยโคพลาสมา มีโอกาสติดเชื้อ M.pneu-moniae ได้มาก




มาช่วยลดปัญหาการใช้ยาเกินขนาดกันเถอะ

หากบุคลากรทางการแพทย์มีแนวทางที่ชัดเจน เคร่งครัด ผู้ป่วยมีความรู้ ความเข้าใจ และให้ความร่วมมือ เราจะช่วยลดการแพ้ยา ความเป็นพิษของยา การดื้อยา และประหยัดค่าใช้จ่ายของผู้ป่วย รวมทั้งลดมูลค่าการขาดดุลการค้าของไทยได้ค่อนข้างมาก

.
ที่มาข้อมูล