in

ชงโค : เสน่ห์แห่งใบและดอกจากพงไพร

ชงโค : เสน่ห์แห่งใบและดอกจากพงไพร

ชงโค : มนต์เสน่ห์ของใบไม้และดอกไม้จากป่า


ผู้เขียนเคยนำเสนอเรื่องราวของลานท่อมหรือต้นจำปา (ลานท่อ) ซึ่งเป็นต้นไม้ประจำชาติลาว แต่ปัจจุบันคนไทยเรียกชื่อใหม่ว่า “ลีลาวดี”

ขึ้นต้นคอลัมน์ด้วยชื่อเพราะดอกไม้ไทยหลายชนิดมีคุณสมบัติมากมายทั้งความสวยงามและประโยชน์ แต่บังเอิญมีชื่อที่คนไทยไม่ชอบ ถ้ามีการเปลี่ยนชื่ออาจจะนิยมกันมากเหมือนลีลาวดี (ลานถม)

กอบลินดอกไม้ที่จะนำเสนอในตอนนี้ก็เหมือนกัน เพราะมีดอกสวยงาม ลำต้น และใบมีเอกลักษณ์เฉพาะ ปลูกง่าย แต่มีคนไทยเพียงไม่กี่คนที่ปลูก

ชงโค : เสน่ห์ไทยดั้งเดิมจากป่า
Purpurea ลินน์. อยู่ในวงศ์ Leguminosae และ Kalong ซึ่งนอกจากจะอยู่ในตระกูลเดียวกันแล้ว แต่ยังอยู่ในสกุลเดียวกัน (สกุล Bauhinia) มีลักษณะต่างๆ กัน มีความคล้ายคลึงกันมากโดยเฉพาะรูปร่างของใบ ซึ่งมีรูปลักษณ์แปลกตาไม่เหมือนใคร

ชงโคเป็นไม้ยืนต้นขนาดเล็ก สูงประมาณ 5-1o เมตร มีกิ่งอ่อนมีขนปกคลุม ใบเดี่ยวรูปหัวใจ ปลายใบเว้าลึกมาก ปลายใบมนทั้งสองข้าง ลักษณะคล้ายใบแฝดติดกัน (คล้ายใบกาหลง ใบมักพันกันคล้ายปีกผีเสื้อ ทำให้คนส่วนใหญ่เข้าใจว่าเป็นใบคู่ (เหมือนกาหลง) เพราะโดยปกติใบมักมีปลายแหลมหรือมน มันคือ ไม้ผลัดใบในฤดูหนาว (พฤศจิกายน-ธันวาคม) และผลิใบใหม่ประมาณเดือนเมษายน-พฤษภาคม

ดอกไม้ ช่องโข่งจะเริ่มบานหลังจากมีใบชุดใหม่โผล่ออกมา คือหลังเดือนเมษายน ดอกออกเป็นช่อที่ปลายกิ่ง ช่อจะยาวกว่าดอกกาหลง แต่ละช่อมีประมาณ 6-1o ดอก แต่ละดอกมี 5 กลีบ มีรูปร่างคล้ายดอกกล้วยไม้ ตรงกลางดอกมีเกสรตัวผู้ยาว 5 อันยื่นออกไปด้านหน้าและส่วนปลายจะโค้งขึ้น มีเกสรตัวเมียอยู่ตรงกลาง เส้นหนึ่งยาวและโค้งงอมากกว่าเกสรตัวผู้ ดอกบานเต็มที่กว้างประมาณ 7-9 ซม. มีกลิ่นหอมอ่อนๆ กลีบชงโคมีสีชมพูถึงม่วงแดง แตกต่างกันไปตามพันธุ์พืชแต่ละชนิดที่ผลิตโดยเมล็ด หากต้องการให้มีสีเดียวกัน จะต้องใช้วิธีการขยายพันธุ์ต่อกิ่ง เช่น การตอนกิ่งหรือการตอนกิ่ง ดอกชงโค ติดต้นนานเป็นเดือน

ผลลัพธ์ มีลักษณะเป็นฝักแบนคล้ายฝักถั่ว ถึงประมาณเดือนกันยายน-ธันวาคม กว้างประมาณ 1.5 ซม. ยาว 15-2o ซม. เมล็ดค่อนข้างแบน ฝักเก่าแบ่งออกเป็นสองส่วนตามความยาวของฝัก

ถิ่นกำเนิดดั้งเดิมของช่องโขอยู่ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เช่น อินเดีย เมียนมาร์ ไทย กัมพูชา มาเลเซีย และสิงคโปร์ เป็นต้น ส่วนในประเทศไทยพบปนกับต้นไม้ชนิดอื่นๆ ในป่าเบญจพรรณและป่าเบญจพรรณ ภาคเหนือและภาคกลางพบบ่อยกว่าภาคอื่น คนไทยรู้จักช่องโขตั้งแต่อพยพมาอยู่เมืองไทยทุกวันนี้ ชื่อช่องโขมีปรากฏในวรรณคดีไทย ตั้งแต่สมัยอยุธยาจนถึงสมัยรัตนโกสินทร์ ในหนังสืออัครราชสาร พ.ศ. 2416 ได้พรรณนาถึงช่องโกว่า “ช่องโข” เป็นชื่อต้นไม้คล้ายต้นกาหลง แต่มีสีแดง” แปลว่าคนไทยในกรุงเทพฯ เมื่อ 132 ปีที่แล้ว รู้จักทั้งกาหลงและช่องโกเป็นอย่างดี ที่มีลักษณะคล้ายคลึงกัน ความแตกต่างเพียงอย่างเดียวคือสีของดอก เพราะกาหลงมีกลีบดอกสีขาว ส่วนกลีบของช่องคอออกไปทางสีแดง (ชมพู-ม่วง) ชื่อไทยที่รู้จักคือ ช่องโข (กรุงเทพ-กลาง), เสี้ยววัน (แม่ฮ่องสอน), เซียวดอกแดง (เหนือ), ภาษาอังกฤษเรียกว่า ORCHID TREE

ประโยชน์ของช่องโข
ชงโคมีสรรพคุณทางยา ตามตำราแพทย์แผนไทย ดังนี้

เปลือก : แก้ท้องร่วง แก้บิด

ดอก : แก้ไข้จากเลือดและน้ำดี เป็นยาระบาย

ใบ : ฝีฟอก, แผล

ราก: ขับลม

ชาวฮินดูถือว่าการระเบิดเป็นต้นไม้แห่งสวรรค์ที่เติบโตในโลกศักดิ์สิทธิ์ และถือได้ว่าเป็นต้นไม้แห่งลักษมีภริยาของพระวิษณุ จึงถือเป็นไม้มงคลชนิดหนึ่ง ควรค่าแก่การบูชาและปลูกไว้ในบริเวณบ้านหรือสถานที่ศักดิ์สิทธิ์เป็นไม้ประดับ ชงโค เหมาะสำหรับปลูกตามสถานที่ต่างๆ หลายอย่างเพราะปลูกง่ายไม่เลือกสภาพอากาศ (ในเขตร้อน) ดูแลง่าย แข็งแรง ทนทาน ไม่ใหญ่ไป ทรงพุ่ม ดอกไม้สวย ดอกทน ปลูกถ้าใช้เมล็ด จะบานภายใน 3-5 ปี ซึ่งไม่นานนัก หากโตจากกิ่งจะเร็วเป็นสองเท่า

Chongko อาจเป็นที่นิยมมากขึ้น หากมีชื่อที่สวยงามเป็นที่ถูกใจคนไทย (ภาคกลาง) สันนิษฐานว่าสาเหตุที่ใช้ชื่อชองโก อาจเป็นเพราะลักษณะของแฝดที่ติดกัน อาจจะเป็นรอยเท้าวัวก็ได้ แต่ไม่ว่าชื่อช่องคจะมีลักษณะที่ดีเดิมไม่เปลี่ยนแปลง อย่างที่มันเคยเป็นมา

.
ที่มาข้อมูล