in

ชงบอร์ด สปสช. ขอใช้งบกองทุนสุขภาพ กทม. อุดหนุนค่ารักษาผู้ป่วยใน แก้ปัญหา RW ลดลง


“หมอสมศรี” ชง ขอใช้งบ 240 ล้าน กองทุนสุขภาพท้องถิ่น กทม. ปี 60 อุดหนุนค่ารักษาผู้ป่วยใน แก้ปัญหา RW ลดลง เพื่อดึง รพ.อยู่ดูแลคนไข้บัตรทองต่อ ด้าน “หมอปิยะสกล” ระบุ ต้องพิจารณารอบด้าน มอบ “อนุกรรมการบริหารจัดการกองทุน” ดำเนินการต่อ เชื่อภายใน 1 เดือน มีทางออกแก้ปัญหาได้

ในการประชุมคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บอร์ด สปสช.) เมื่อวันที่ 4 กันยายน 2560 สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) เขต 13 กทม.ได้รายงานการดำเนินการกรณีโรงพยาบาลมเหสักข์ถอนตัวออกจากระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บัตรทอง) และโรงพยาบาลเอกชนอีก 3 แห่งยกเลิกการเป็นหน่วยบริการรับส่งต่อคลินิกในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ซึ่งได้มีการจัดหน่วยบริการเพื่อรองรับดูแลประชาชนที่ได้รับผลกระทบแล้ว

พญ.สมศรี เผ่าสวัสดิ์

พญ.สมศรี เผ่าสวัสดิ์ ประธานอนุกรรมการหลักประกันสุขภาพระดับเขตพื้นที่กรุงเทพมหานคร (อปสข.เขตพื้นที่กรุงเทพมหานคร) กล่าวว่า การรายงานการแก้ไขปัญหานี้โดย สปสช.เขต 13 กทม.ยังเป็นเรื่องปลายเหตุ และเห็นใจ รพ.ภาครัฐสังกัดต่างๆ ที่ต้องเข้ามาช่วยรองรับดูแลผู้ป่วย ซึ่งปัจจุบันก็หนักหนาอยู่ ซึ่งที่ผ่านมาได้ดูเขต กทม.มาหลายปีไม่เคยมีปัญหา แต่กลับมีปัญหาในปีนี้ จึงได้ให้รีบค้นหาสาเหตุที่หน่วยบริการออกจากระบบบัตรทอง ซึ่งสรุปได้ 3 เรื่อง คือ

1.จำนวนคนไข้เพิ่มขึ้นอย่างมาก ปัจจุบัน กทม.มีประชากรเกือบ 4 ล้านคน โดยแต่ละปีมีอัตราการรับบริการผู้ป่วยในประมาณ 2.2-2.3 แสนคน แต่ในปี 2559 เพิ่มขึ้นเป็น 2.4 แสนคน และในปี 2560 เพิ่มเป็น 2.6 แสนคน ส่งผลให้ สปสช.เขต 13 กทม.ต้องพูดคุยกับหน่วยบริการในเดือนเมษายน เพื่อขอปรับอัตราการจ่ายค่าน้ำหนักสัมพันธ์ (RW) จาก 8,500 บาท ลดลงมาอยู่ที่ 7,000 บาท ซึ่งหน่วยบริการหลังดำเนินการไป 2 เดือนก็ไม่ไหว

2.การปรับเบิกจ่ายการดูแลเด็กแรกคลอด จากเดิม สปสช.ให้เบิกจ่ายที่ส่วนกลาง แต่ปี 2560 นี้ ให้เบิกค่าใช้จ่ายที่เขตแทน ซึ่งเด็กที่มีปัญหาหลังคลอดต้องดูแลโดยแพทย์เฉพาะทาง ส่วนใหญ่จึงต้องเข้ามารับบริการยัง รพ.ในเขต กทม.

3.คนไข้โรคหัวใจเพิ่มมากขึ้น ทั้งที่ใส่สายสวนหัวใจและผ่าตัดแบบเปิด ซึ่ง รพ.ในเขต กทม.ดูแลคนไข้ไม่ทัน จึงต้องส่งไปยัง รพ.นอกเขต ทำให้ต้องจ่ายค่า RW เพิ่มขึ้น เป็น 9,500 บาท

พญ.สมศรี กล่าวว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นเราเห็นใจคนไข้ที่ต้องเปลี่ยนไปรับบริการยังหน่วยบริการอื่น ส่วน รพ.ที่รับดูแลต่อก็จะยังรับภาระหนักในการดูแลผู้ป่วยเพิ่มขึ้น ดังนั้นที่ผ่านมาจึงได้มีการพูดคุยกับหน่วยบริการที่ยกเลิกการเป็นหน่วยบริการรับส่งต่อคนไข้เพื่อขอให้อยู่ดูแลคนไข้ในระบบต่อไป โดย สปสช.จะมีการปรับเพิ่มค่า RW ให้ แม้ว่าจะไม่ถึงจำนวน 8,500 บาท แต่ก็เป็นอัตราที่หน่วยบริการรับได้ ซึ่งมองว่าขณะนี้มีงบประมาณกองทุนหลักประกันสุขภาพระดับพื้นที่หรือท้องถิ่นของ กทม. จำนวน 240 ล้านบาท สามารถนำมาอุดหนุนได้ เนื่องจากในปี 2560 ที่จะสิ้นสุดเดือนกันยายนนี้ แม้ว่าผู้ว่า กทม.จะมีหนังสือให้มีการจัดตั้งกองทุนหลักประกันสุขภาพระดับพื้นที่ฯ แล้ว แต่คงยังไม่สามารถดำเนินการได้ทัน จึงนำเสนอต่อบอร์ด สปสช.และขอให้รีบพิจารณาเพื่อแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าก่อนที่จะสิ้นสุดปีงบประมาณในเดือนนี้ ซึ่งจะช่วยลดผลกระทบ รพ.ที่อาจจะขอออกจากระบบเพิ่มเติม

ด้าน นพ.ปิยะสกล สกลสัตยาทร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข และประธานบอร์ด สปสช. กล่าวว่า บอร์ด สปสช.ได้มีมติมอบให้ อนุกรรมการกำหนดหลักเกณฑ์การดำเนินงานและบริหารจัดการกองทุน ซึ่งมี นางชุมศรี พจนปรีชา ผู้ทรงคุณวุฒิด้านการเงินการคลัง บอร์ด สปสช. เป็นประธาน รับไปพิจารณา โดยเรื่องนี้มองว่าจะปรับเพิ่มเงินให้เฉพาะ รพ.ที่ขอออกจากระบบไม่ได้ เพราะอาจทำให้เกิดผลกระทบ รพ.อื่นๆ ขอลาออกจากระบบตามมา จึงต้องพิจารณาอย่างรอบด้าน อย่างไรก็ตามเชื่อว่าภายใน 1 เดือนนี้ สปสช.จะสามารถดำเนินการสิ่งใดสิ่งหนึ่งเพื่อแก้ปัญหาวิกฤตเพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบไปมากกว่านี้ได้

ขณะที่ นพ.ศักดิ์ชัย กาญจนวัฒนา เลขาธิการ สปสช. กล่าวว่า หลังเดือนกันยายน เงินที่เหลือจากการดำเนินกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติทั้งหมดจะต้องนำเข้าสู่เงินสะสมกองกลางเพื่อนำไปบริหารในส่วนอื่น เช่น หน่วยบริการที่มีผลงานเกินเป้าหมาย หรือแม้แต่ในกรณีของพื้นที่ กทม.ขณะนี้ แต่ต้องผ่านการพิจารณาโดยอนุกรรมการกำหนดหลักเกณฑ์การดำเนินงานและบริหารจัดการกองทุน อย่างไรก็ตามข้อเสนอนี้เป็นเพียงการดำเนินการเฉพาะในปี 2560 ซึ่งหากสาเหตุยังไม่ได้รับการแก้ไข ในปีต่อไปปัญหานี้ก็จะยังคงอยู่ ดังนั้นจึงต้องมีการวิเคราะห์ให้ชัดเจนเพื่อให้หน่วยบริการคงอยู่ในระบบ ซึ่งคิดว่าเรื่องนี้ยังพอมีเวลาในไตรมาส 1 เพื่อพิจารณาแก้ไขปัญหาได้



ขอบคุณบทความจาก : hfocus.org