in

ฉีดยาเข้าจุดฝังเข็มรักษาโรค

ฉีดยาเข้าจุดฝังเข็มรักษาโรค

ฉีดยาเข้าจุดฝังเข็ม

ว่าด้วยการฉีด เรามักจะชินกับการฉีดยาที่ต้นแขน สะโพก การฉีดเข้าเส้นเลือดดำที่หลังมือหรือแขน หากแพทย์ฉีดยาสมุนไพรหรือยาแผนปัจจุบันหรือบางครั้งดูดเลือดจากผู้ป่วยรายเดิมที่ฉีดเข้าไปในตัวผู้ป่วยเอง ฉีดเข้าไปในตำแหน่งอื่นๆ เช่น หน้าแข้ง หรือจุดต่างๆ แขน ขา ลำตัว ต้นคอ หลายคนคงแปลกใจ หรือสงสัยว่ามันเป็นมาตรฐานหรือไม่? หรือมีเหตุผลสนับสนุนการฉีดเข้ากล้ามของสะโพก ต้นแขน หรือสะโพก ในมุมมองแพทย์แผนปัจจุบัน ต้องการให้ยาถูกดูดซึมผ่านหลอดเลือดในบริเวณที่มีกล้ามเนื้อสมบูรณ์ เพื่อให้ตัวยาดูดซึมได้ดีและหลีกเลี่ยงไม่ให้เกิดความเสียหายต่อเส้นประสาท ทั้งสองตำแหน่งที่สะดวกสำหรับการฉีด สามารถฉีดเข้าใต้ผิวหนังได้หลายแห่ง แต่ส่วนใหญ่จะฉีดที่แขนและไหล่

ประวัติการฉีดเข้าจุดฝังเข็มมีมากี่ปีแล้ว?
ในตำราวิทยาศาสตร์จีนโบราณ มีแต่เข็มหรือฝังเข็ม โดยใช้เข็มที่ทำด้วยหินในระยะแรก ต่อมาพัฒนาเป็นการใช้โลหะ ปัจจุบันส่วนใหญ่จะใช้เป็นสแตนเลสสอดเข้าไปในชั้นกล้ามเนื้อ ให้ไปถึงจุดฝังเข็มจนเกิดความรู้สึกที่เรียกว่า “การหายใจ” เพื่อให้กระแสลมปราณถูกกระตุ้นที่ตำแหน่งนั้นและสามารถผ่านไปตามเส้นเมอริเดียนไปยังส่วนอื่นๆ รวมทั้งอวัยวะภายใน การฉีดเข้าที่จุดฝังเข็มเรียกว่า สุ่ย Zhen เป็นวิธีการที่เพิ่งเริ่มต้นประมาณห้าสิบปี เป็นผลจากการพัฒนายาจีนโบราณที่ได้นำมาประยุกต์ใช้ และผสมผสานการแพทย์แผนปัจจุบันเข้ากับการฝังเข็มหู โดยใช้เครื่องกระตุ้นไฟฟ้าแทนการกระตุ้นด้วยมือด้วยเข็ม ฝังเข็มหัว

ทำไมถึงต้องฉีดยาเข้าที่จุดฝังเข็ม? ข้อดีของวิธีนี้คืออะไร?
การฉีดเข้าไปในจุดฝังเข็ม โดยใช้ทฤษฎีพื้นฐานของการแพทย์แผนจีนเป็นแนวทาง คือ การกระตุ้นจุดฝังเข็มเพื่อกระตุ้นการไหลเวียนของเส้นเมอริเดียนผ่านจุดฝังเข็ม การใช้สารกระตุ้นเป็นยาแผนปัจจุบันหรือยาสมุนไพรจีน (ผ่านกรรมวิธีทางวิทยาศาสตร์ที่สามารถใช้เป็นยาฉีดได้) โดยใช้อุปกรณ์เป็นเข็มฉีดยา (Syringe) และเข็มฉีดยาสมัยใหม่ บริเวณที่ฉีดคือตำแหน่งของกล้ามเนื้อในส่วนต่างๆ ที่สอดรับกับจุดฝังเข็มที่ต้องการกระตุ้น

เทคนิค นอกจากการฉีดยาเข้ากล้ามเนื้อที่จุดฝังเข็ม ยังจำเป็นต้องกระตุ้นเข็มให้มีความรู้สึก “หายใจ” ดูดกระบอกสูบกลับ หากไม่มีเลือดไหลย้อนกลับ ยาจะถูกปล่อยออกมา ทำให้เกิดความพิเศษของการรักษาอีกประเภทหนึ่ง คือ จุดฝังเข็ม การกระตุ้นเข็ม และยาเป็น 3 พิกัด ส่งผลให้มีไฮไลท์ดังนี้

1.การใช้ยาและการกระตุ้นเข็ม ทำให้พลังงานของเส้นเมอริเดียนถูกกระตุ้นมากกว่าการฝังเข็มเพียงอย่างเดียว เพราะมีเรื่องของยามาช่วยอีกแรง

2. หลังจากฉีดเข้าที่จุด ผลของยาฉีดจะคงอยู่ชั่วระยะเวลาหนึ่ง ซึ่งจะส่งผลต่อการรักษาโรคต่อไปอีกระยะหนึ่ง ทำให้การรักษามีประสิทธิภาพมากขึ้น

3. สามารถลดปริมาณยาได้ ลดผลข้างเคียงของยา เนื่องจากการฉีดเข้าจุดฝังเข็ม สามารถเลือกจุดที่ส่งผลโดยตรงต่ออวัยวะภายในที่ก่อให้เกิดโรคและกระตุ้นผ่านเส้นเมอริเดียน ทำให้ใช้ยาน้อยลง ประหยัดยา และมีผลข้างเคียงน้อยกว่า แต่ประสิทธิภาพดีกว่าการฉีดเข้ากล้ามแบบธรรมดา

4. ใช้เวลาน้อยกว่าการฝังเข็มทั่วไป ต้องใช้เข็มหรือกระตุ้นเข็ม (ซึ่งปกติจะใช้เวลาอย่างน้อย 20-30 นาที)

ฉีดเข้าที่จุดฝังเข็มปัจจุบัน ฉีดอะไรได้บ้าง?

1. การฉีดยาสมุนไพรจีนสมัยใหม่ที่แปรรูปเป็นยาที่สามารถฉีดเข้าสู่ร่างกายได้

2. ฉีดด้วยน้ำเกลือเข้มข้น ตามสภาพร่างกายหรือน้ำกลั่นด้วยน้ำตาลกลูโคสเจือจาง (ร้อยละ 5-10)

3. การฉีดสารสกัดจากเนื้อเยื่อ เช่น Baby Placenta Extract

4. การฉีดอากาศ เช่น ออกซิเจน อากาศปกติ

5. การฉีดเลือดโดยการดูดเลือดจากตำแหน่งของผู้ป่วยแล้วฉีดกลับเข้าไปในจุดฝังเข็มที่ต้องการ

5. ฉีดน้ำมัน เช่น น้ำมันถั่วลิสง น้ำมันขิง เป็นต้น

การฝังเข็มสามารถฉีดเข้าไปในจุดฝังเข็มโรคใดบ้าง?
ขอบเขตของการรักษาด้วยการฉีดเข้าที่จุดของยามีขอบเขตกว้าง คล้ายกับการฝังเข็ม ได้แก่ อายุรกรรม ศัลยกรรม โรคผิวหนัง โรคในเด็ก โรคทางสูติ-นรีเวช หู คอ ตา โรคจมูก เช่น ไข้หวัด หลอดลมอักเสบ ปอดบวม กระเพาะและลำไส้อักเสบ ตับอักเสบ ความผิดปกติทางเพศ, ปวดหัว, โรคหลอดเลือดสมอง, กล้ามเนื้อกระตุกบนใบหน้า, ใบหน้าอัมพาต, ปวดถุงน้ำดี, ปวดคอจากกระดูกคอ, โรคไขข้อ, โรคประสาท, อาการปวดตะโพก, ลมพิษ, ผื่นแพ้เรื้อรัง, สิว, เด็กเปียก, แพ้ท้อง, อาการห้อยยานของอวัยวะ ฯลฯ

ข้อควรระวังในการฉีดเฉพาะจุดมีอะไรบ้าง?

1. การฉีดเข้าจุดต้องไม่เข้าหลอดเลือดแดง และต้องมีความรู้ด้านการฉีดและรู้จุดฝังเข็มและต้องเป็นเทคนิคปลอดเชื้อ

2. หลังจากฉีดเข้าไปที่จุดฝังเข็ม จะมีอาการปวดเมื่อย 4-8 ชั่วโมง อาการดังกล่าวจะค่อยๆ หายไปภายใน 1 วัน

3.ห้ามฉีดเข้าไขสันหลัง เส้นเลือด หรือเส้นประสาท เพราะจะทำให้อักเสบหรืออาจถึงแก่ชีวิต ต้องฉีดเข้ากล้ามเนื้อเท่านั้น

4.ผู้ที่ร่างกายอ่อนแอ บริเวณที่ฉีดไม่ควรมากเกินไป ควรลดขนาดยาที่ฉีดได้

5. สตรีมีครรภ์ไม่ควรฉีดบริเวณหน้าท้องส่วนล่าง, เหน็บ, จุดเหอกู, จุดซาน-ยินเจียว เพราะอาจส่งผลต่อการตั้งครรภ์

สรุป
การฉีดเข้าที่จุดฝังเข็ม เพียงประมาณ 50 ปีหลังจากการก่อตั้งสาธารณรัฐประชาชนจีน (1949) เป็นการนำความรู้การแพทย์แผนจีนมาประยุกต์ใช้กับการแพทย์แผนปัจจุบัน ส่งผลให้มีวิธีการรักษาและเทคนิคใหม่ๆ ที่มีลักษณะเฉพาะคือตัวยาสามารถใช้ได้ทั้งยาแผนปัจจุบันและยาสมุนไพรจีนในรูปแบบการฉีดเข้ากล้าม แต่เน้นเทคนิคในการกระตุ้นเข็มก่อนฉีดยาเข้าสู่ร่างกายเพื่อให้เกิดการกระตุ้นจุดและกระตุ้นเส้นเมอริเดียนเช่นการฝังเข็ม เมื่อฉีดยาเข้าไป ผลของยาจะยังคงมีผลทางชีวเคมีอยู่ชั่วขณะหนึ่ง ส่งผลให้มีผลการรักษานานขึ้น อย่างไรก็ตาม วิธีนี้ต้องรับผิดชอบและดำเนินการโดยแพทย์ที่มีความรู้ที่ทันสมัย ความรู้เกี่ยวกับการฝังเข็มเพราะหากกระทำโดยไม่รู้ นอกจากจะไม่ได้ผลดีแล้ว อาจเป็นอันตรายต่อผู้ป่วยได้ บทความนี้เขียนขึ้นเพื่อคนจำนวนมากที่สงสัย และอาจต้องพบกับการรักษาแบบนี้ถึงจะเข้าใจแนวคิดและวิธีการ ซึ่งอาจเห็นแพทย์จำนวนมากใช้วิธีนี้ในการรักษาผู้ป่วย

เช่น การใช้ยาแผนปัจจุบัน
ยาจีนที่ฉีดเข้าไปในจุดรักษา

1. โรคตับอักเสบเฉียบพลัน
ใช้วิตามินบี 12 100 ไมโครกรัม ฉีดวันละครั้ง ที่จุดซานหยินเจียว แบ่งเป็น 2 เข็ม

2. โรคตับอักเสบเรื้อรัง
ใช้น้ำกลั่น 1-2 cc. ฉีดเข้าที่จุด Zhu Sanli Yang Ling Quan, Xue Hai สลับจุดต่อวัน (2 ฉีด)
เทคนิคการฉีดจุด Zhu Sanli หลังฉีดต้องดึงเข็มออกช้าๆ ปิดรูเข็มเพื่อการบำรุงรักษา ฉีดจุดหยางหลิงฉวน หลังฉีดต้องดึงเข็มออกอย่างรวดเร็วไม่ปิดรูเข็ม
ฉีดน้ำกลั่นจุดหนึ่ง ปริมาณ 0.5-1 ซีซี จะรู้สึกเจ็บมาก บางคนไม่ชอบฉีด (ผลกระตุ้นจะเหนื่อย ตึง และเจ็บนาน)

3. อัมพาต อัมพาต
การฉีดวิตามินบี 1 หรือวิตามินบี 12 หรือสารสกัดจาก Tang Gui Xuanxiang ฉีดที่จุดฝังเข็มเช่นด้านข้างของจุด Quchi, Zhu San Li, จุด Wai Guan, Yang Lingquan



4. สิว

ดูดเลือดรอบข้อข้อมือ 5-6 ซีซี. แบ่งอย่างรวดเร็วและฉีด 2-3 cc ที่จุด Zhu Sanli ในแต่ละด้าน

.
ที่มาข้อมูล