in

จิตอาสาพลังสร้างโลก

จิตอาสาพลังสร้างโลก

จิตอาสาสร้างโลก

มีหลักการเดียวกับมูลนิธิแม่ในไต้หวัน โดยมีเป้าหมายที่จะเดินตามรอยพระธรรมปรมาจารย์เจิ้งหยาน ภารกิจหลักคือการให้ความช่วยเหลือ การรักษาพยาบาล การศึกษาและวัฒนธรรม

พระพุทธเจ้าจิจิ สาขาประเทศไทย
ตามที่ฉันเขียนจากตอนที่ 1 การมาเยี่ยมของเราได้รับการดูแลอย่างดีจากอาสาสมัครชิจิ 5-6 คนที่เดินทางมาจากประเทศไทย ซึ่งส่วนใหญ่เป็นคนไทย บางคนเป็นชาวไต้หวันที่เข้ามาตั้งรกรากในไทยทำให้รู้ว่าชิจิได้ขยายสาขาไปยังประเทศต่างๆ กับอาสาสมัครชิจิที่อาศัยอยู่ในประเทศนั้น ปัจจุบันมี 39 ประเทศ สาขาในประเทศไทยเริ่มดำเนินการในปี 2538 จดทะเบียนเป็นมูลนิธิไม่แสวงหาผลกำไรในปี 2541 ปัจจุบันมีสมาชิกมากกว่า 4,000 ราย ประชาชนมีสำนักงานในแขวงดินแดง กรุงเทพมหานคร* และสาขาย่อยในอำเภอฝาง จังหวัดเชียงใหม่ มีโรงเรียนแห่งหนึ่งคือ มูลนิธิจิจิ มูลนิธิจิจิ ไต้หวัน สาขาประเทศไทย มีหลักการเดียวกับมูลนิธิแม่ในไต้หวัน โดยมุ่งหมายที่จะเดินตามรอยพระอาจารย์เจิ้งเหยียนมีปณิธานแน่วแน่ที่จะยึดมั่นในหลักการเคารพต่อสิ่งมีชีวิตและมนุษย์ทุกคน เน้นงานสังคมสงเคราะห์เพื่อช่วยเหลือผู้อื่นตามหลักมนุษยธรรม โดยปราศจากการมีส่วนร่วมทางการเมือง ไม่แบ่งแยกเชื้อชาติ ศาสนา ถิ่นกำเนิด และวัฒนธรรม ดำเนินงานใน 4 ภารกิจหลัก ได้แก่ สวัสดิการ การรักษาพยาบาล การศึกษา และวัฒนธรรม นอกจากนี้ยังเป็นงานบรรเทาทุกข์ระหว่างประเทศ บริจาคไขกระดูก รักษาสิ่งแวดล้อม และงานอาสาสมัครชุมชน รวม 8 อย่าง เช่นเดียวกับที่ไต้หวัน ไม่กี่ปีต่อมา อาสาสมัครชิจิในประเทศไทยได้จัดกิจกรรมการทำงานหลายอย่างตามความตั้งใจของพวกเขา

รวบรวมบทเรียน
ได้มีโอกาสชมผลงานของมูลนิธิพุทธจิจิ ถือว่ามีโอกาสเรียนรู้อันล้ำค่า สุขใจเมื่อเห็นคนจำนวนหนึ่งมีจิตใจดีปฏิบัติดี ทำงานเพื่อผู้อื่นด้วยความอ่อนน้อมถ่อมตน จริงจัง จริงใจ ไม่ยอมแพ้ต่ออุปสรรคและความยากลำบาก ด้วยรักที่บริสุทธิ์ให้ทุกคน ไม่เลือกเขา เลือกเรา ไม่เสแสร้ง ไม่แสดงตัว โดยเฉพาะการมีโอกาสได้กราบไหว้อาจารย์เจิ้งหยาน ยิ่งถือเป็นบุญตามผู้ใหญ่สอนว่ามีโอกาสได้รู้จักและ เรียนรู้จากคนดี ถือเป็นมงคลแก่ชีวิตนั่นเอง จากการเรียนรู้เรื่องราวของชาวชีชี แม้จะเหมือนเห็นเพียงส่วนเดียวของช้าง แต่เมื่อนึกภาพร่วมกัน ก็ทำให้นึกถึงภาพช้างทั้งตัวที่สง่างาม

สรุปประเด็นการเรียนรู้ได้ 6-7 จุด ดังนี้

1. บริบทของสังคมไต้หวันที่เผชิญภัยธรรมชาติและการเมืองได้หล่อหลอมให้ชาวไต้หวันมีความขยันหมั่นเพียรและเอาจริงเอาจังควบคู่ไปกับชาวจีนที่ขยันขันแข็ง ขยัน กระตือรือร้นที่จะเรียนรู้ มีใจบริการ และถ่อมตน เช่น ส่งผลให้คนไต้หวันส่วนใหญ่มีบุคลิกเชิงบวกค่อนข้างสูง

นอกจากนี้ เมื่อสังคมการเมืองของไต้หวันเปิดโลกประชาธิปไตยที่เปิดให้ประชาชนมีอิสระ การเปิดเสรีการสื่อสารมวลชนและการเปิดเสรีทางศาสนาส่งผลให้มีการพัฒนาด้านจิตวิญญาณ ศีลธรรม ความดี เช่น การเคลื่อนไหวของชิจิให้เติบโตอย่างแข็งแกร่ง มันได้กลายเป็นแกนหลักที่สำคัญในศีลธรรมและจริยธรรมของไต้หวันดังที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน (แต่ในด้านลบของคนไต้หวันก็มีไม่น้อยเช่นกัน)

หากสังคมใดเป็นระบบปิด ย่อมมีวัฒนธรรมของอำนาจนิยม การปกครอง เสรีภาพในด้านต่างๆ ของสังคมกดดันอย่างแน่นหนา โอกาสของสิ่งดีดี เช่นเดียวกับกระบวนการชิจิ คงจะยากทีเดียว หรืออาจจะเกิดกระบวนการแห่งศรัทธาขึ้น แต่มันมักจะไปในทางที่ผิด กลายเป็นศูนย์กลางของทุกสิ่งเสมอ

๒. กรรมวิธีจิจิ เป็นการนำเอาธรรมะของพระพุทธเจ้าที่ใช้สายเมตตา เมตตา มุทิตา อุเบกขา (วิถีแห่งพระโพธิสัตว์) เป็นเข็มทิศ ให้ทุกคนนำหลักศาสนามาปฏิบัติและปฏิบัติได้ง่ายในชีวิตนี้ คือ การทำงานเพื่อช่วยเหลือผู้อื่นไม่ว่าจะด้วยทรัพย์ แรง ปัญญา ฯลฯ ทั้งหมดนี้ถือว่า การปฏิบัติธรรม คือ การปฏิบัติตนเป็นพระโพธิสัตว์ในชาตินี้ ทำให้พระพุทธศาสนาเข้าใจง่าย เข้าถึงง่าย ไม่แยกจากชีวิตจริง และสามารถอัพเดทได้เสมอ

๓. มีผู้นำทางจิตวิญญาณ เป็นผู้มีธรรมะที่สวยงาม มีแนวปฏิบัติที่ทุกคนมองเห็นและสัมผัสได้ คือ หยิน ชุน (หลวงปู่ อุปัฏฐากเจิ้งหยาน) และอาจารย์เจิ้งเหยียน จึงเป็นศูนย์รวมของความศรัทธาและ ตั้งใจทำความดี ทำให้เกิดภาวะผู้นำที่สมาชิกและอาสาสมัครจำนวนมาก นับแสนล้านถือเป็นศูนย์กลางของจิตใจและเป็นแบบอย่างที่ดีที่จะปฏิบัติตามอย่างเป็นรูปธรรม ความเมตตาสูงสุดของผู้นำ ดำเนินชีวิตเรียบง่ายที่สุด กินน้อย อยู่ให้น้อย ใช้ให้น้อยลง ไม่สะสม ไม่เบียดเบียนผู้อื่น และทุกสิ่งด้วยความถ่อมตน ทำตัวให้เล็กอยู่เสมอ คิดแต่จะทำเพื่อผู้อื่นอย่างสุดใจ จึงเป็นเสมือนต้นแบบที่เป็นรูปธรรมเพื่อชี้แนะสาวกของชีชี ซึ่งเหนือกว่าคำสอนใดๆ

๔. วิถีชาวพุทธที่เคารพและให้เกียรติทุกคนโดยไม่เลือกวรรณะ ไม่เลือกปฏิบัติ เคารพในคุณค่าและศักดิ์ศรีของทุกคน ดังที่พระศาสดาตรัสไว้ว่า ฟืนแต่ละชนิดมีประโยชน์ต่างกัน แต่มีประโยชน์ทุกชนิด คุ้มค่าทั้งหมด แนวคิดนี้สร้างปฏิสัมพันธ์ในแนวนอนของผู้คน ทำให้เกิดความคิดสร้างสรรค์ ความรัก ความผูกพัน ไม่เหมือนความสัมพันธ์แนวตั้ง เมื่อมีแรงกดดันและปฏิสัมพันธ์กลายเป็นพลัง ความรัก ความดี และความงามนั้นยากจะเกิดได้

5. วิถีชาวพุทธมีลักษณะที่เรียกว่า “ร่วมกันแผ่ขยาย” หมายถึง การรวมความรักและศรัทธา ผสมผสานทรัพยากร ปัญญา ความรู้ และการปฏิบัติ มาเป็นศูนย์รวมของความศรัทธาเป็นผู้นำทางจิตวิญญาณ แต่การรวมสิ่งเหล่านั้นเข้าด้วยกันไม่ใช่การรวมกัน รวบรวมไว้ที่ศูนย์ เหมือนปฏิบัติศาสนกิจส่วนใหญ่ที่เราเห็น ตรงกันข้ามการรวมกันเหล่านั้นเพื่อแผ่ไปสู่คนจน ความทุกข์ยากใหญ่หลวงไม่มีที่สิ้นสุด ซึ่งถือว่าเป็นสายพุทธสายชิชิที่สวยงามที่สุด

มูลนิธิพุทธจิจี้ได้รับเงินบริจาคหลายหมื่นล้านดอลลาร์ แต่เงินเหล่านั้นใช้เพื่อช่วยเหลือ ผู้คนหลายแสนคนในไต้หวันและทั่วโลก

มูลนิธิพุทธจิจี้คนดี. มีความรู้ด้านเทคโนโลยีไหลเข้ามามากมาย แต่สิ่งเหล่านี้ถูกนำไปทำงานให้กับเพื่อนมนุษย์ที่ต้องการความช่วยเหลือ

ขณะที่ครูภิกษุณีและอาสาสมัคร สมนารามดำเนินชีวิตเรียบง่ายบนหลักการพึ่งพาตนเองอย่างสุดโต่ง ไม่ล่วงล้ำไปในสิ่งต่าง ๆ ก็เหมือนกับที่ปฏิบัติมาเกือบครึ่งศตวรรษ และอาสาสมัครชิจิทุกคนยังต้องทำงานหาเลี้ยงชีพอย่างสุจริต เพื่อดูแลตัวเองและออกไปช่วยเหลือผู้อื่นอย่างสม่ำเสมอ พร้อมทั้งฝึกให้เป็นคนที่กินน้อยใช้น้อยอยู่น้อยตลอดเวลาอีกด้วย

6. การนำไปปฏิบัติของขบวนการ Shi Chi ไม่ได้ปฏิเสธความเป็นไปได้ของสังคมและโลกที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา รู้จักใช้จุดแข็งอย่างชาญฉลาด เช่น การนำความรู้ด้านการจัดการ เทคโนโลยีสารสนเทศการตลาดเพื่อสังคม ฯลฯ เพื่อการดำเนินงานทางศาสนาที่กลมกลืนกันและมีประสิทธิภาพ นี่ถือเป็นคุณสมบัติที่สำคัญอีกประการหนึ่ง

7. โดยรวมสรุปได้ว่า ขบวนการชาวพุทธ Chi Chi มีการดำเนินงานมา 40 ปีแล้ว น่าจะมี 3 ยุทธศาสตร์สำคัญคือ

1. ศรัทธา คือ การสร้างศรัทธาในการทำความดีเพื่อผู้อื่น โดยมีพระศาสดาเป็นผู้นำและยึดหลักคำสอนของพระโพธิสัตว์

2. ปัญญา จิ จิ นำเอาความรู้เทคโนโลยีสมัยใหม่มาปรับใช้ให้เป็นไปตามเจตนารมณ์ตลอดเวลา อย่าให้ศาสนาเป็นเรื่องโบราณของอดีตที่แยกศาสนาออกจากปัจจุบัน จึงเข้าถึงทั้งคนรุ่นเก่าและรุ่นใหม่อยู่ตลอดเวลา

3.การจัดการในกระบวนการทำงานของชิจิ มีการจัดการอย่างเป็นระบบในทุกระดับ แม้แต่งานของอาสาสมัคร ก็ต้องทำงานเป็นขั้นตอน เป็นระบบ มีระเบียบ ไม่ใช่วิธี “ช่วยเหลือกัน” การทำเช่นนี้คือการใช้ “การจัดการ” กับทุกสิ่งและทุกขั้นตอน

ฉันหวังว่างานเขียนของฉันจากการไปเยือนมูลนิธิพุทธศาสนาไต้หวัน Shiji โดยการสนับสนุนของศูนย์คุณธรรมนี้ จะมีแรงบันดาลใจที่ดี ให้กับผู้อ่านเพื่อที่จะได้ช่วยกันทำสิ่งที่ดีมากยิ่งขึ้นเพราะในประเทศของเรามีคนดี ๆ หลายคนที่ทำดีเช่นกัน เฉพาะคนดีและความดีเท่านั้นที่ไม่ได้เผยแพร่ และไม่ค่อยส่งเสริมให้มีคนดีและความดีเท่าที่ควร ขอบคุณที่ติดตามอ่านตั้งแต่ต้นจนจบ
กันเย็น*

* มูลนิธิพระจิจิในประเทศไทย 322/207 ซอยอยู่เจริญ ถนนรัชดาภิเษก 3 แขวงดินแดง เขตดินแดง กรุงเทพฯ 10400 โทรศัพท์ 0-2642-1888, 0-2642-0477/88/99 โทรสาร 0- 2642-1890 อีเมล์ : tzuchith@hotmail.com

* กันเอ็นหรือ “ชื่นชม” คือความรู้สึกขอบคุณ อาสาสมัครของ Shi Ji เคยพูดคำเหล่านี้ด้วยปากของพวกเขา ไปช่วยเหลือใคร รับใช้ใคร ทำเพื่อใคร เขามักจะพูดคำนี้เสมอ เพื่อฝึกความกตัญญู จงสำนึกในบุญของทุกคนและสิ่งของ ย่อตัวให้เล็กลงเสมอ

.
ที่มาข้อมูล