in

ความหมาย โลหิตจางจากไขกระดูกฝ่อ (Aplastic Anemia)

ความหมาย โลหิตจางจากไขกระดูกฝ่อ (Aplastic Anemia)

Aplastic Anemia (การฝ่อของไขกระดูก) เป็นภาวะผิดปกติที่ไขกระดูกไม่สามารถผลิตเซลล์เม็ดเลือดได้เพียงพอ เซลล์เม็ดเลือดแดงทั้งเซลล์ เม็ดเลือดขาวและเกล็ดเลือด ส่งผลให้ผู้ป่วยมีอาการต่างๆ เช่น เหนื่อยล้า เลือดออกง่าย หรือติดเชื้อบ่อย

Aplastic Anemia สามารถเกิดขึ้นได้ทุกเพศทุกวัย ทั้งชายและหญิง แต่พบมากในเด็กและคนที่อยู่ในวัยหมดระดู ความรุนแรงของอาการและผลการรักษาอาจแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล ขึ้นอยู่กับปัจจัยต่างๆ เช่น สาเหตุ อายุ หรือสุขภาพโดยรวมของผู้ป่วย

โรคโลหิตจางจากการฝ่อของไขกระดูก (Aplastic Anemia)

อาการของโรคโลหิตจาง Aplastic

ในช่วงเริ่มต้น ผู้ที่เป็นโรคโลหิตจางชนิด aplastic อาจไม่มีอาการใดๆ แต่จะค่อยๆ ปรากฏขึ้นในภายหลัง ขึ้นอยู่กับชนิดของเซลล์เม็ดเลือดในร่างกาย อาจเป็นเพียงชั่วคราวหรือเรื้อรัง เช่น

  • เซลล์เม็ดเลือดแดงต่ำ อาจทำให้เหนื่อยล้า หายใจลำบาก เวียนศีรษะ ผิวซีด ปวดศีรษะ เจ็บหน้าอก หรือหัวใจเต้นผิดจังหวะ
  • เม็ดเลือดขาวต่ำอาจทำให้มีไข้หรือร่างกายติดเชื้อได้ง่าย
  • เกล็ดเลือดต่ำ อาจส่งผลให้เลือดออกโดยไม่ทราบสาเหตุ เลือดออกง่าย เลือดกำเดาไหล มีเลือดออกรอบเหงือกหรือประจำเดือนมามากในผู้หญิง

ภาวะโลหิตจางจากเม็ดพลาสติก Aplastic เป็นภาวะที่ร้ายแรงและอาจทำให้ผู้ป่วยเสี่ยงต่อการเสียชีวิตได้ ดังนั้นควรไปพบแพทย์เพื่อวินิจฉัยและรักษาให้เหมาะสมแต่เนิ่นๆ หากคุณพบอาการผิดปกติใดๆ เช่น รอยฟกช้ำ ร่างกายโดยไม่ทราบสาเหตุ เลือดกำเดาไหลบ่อย มีเลือดออกรอบเหงือก ประจำเดือนมาไม่ปกติหรือถ่ายเลือด เป็นต้น

สาเหตุของ Aplastic Anemia

โดยปกติไขกระดูกมีหน้าที่ในการผลิตเซลล์เม็ดเลือดตัวอ่อน รวมทั้งเซลล์เม็ดเลือดแดง เม็ดเลือดขาว และเกล็ดเลือด แต่ในผู้ป่วย Aplastic Anemia ไขกระดูกจะทำงานผิดปกติ เนื่องจากไขกระดูกถูกทำลายหรือฝ่อ ส่งผลให้ไม่สามารถผลิตเซลล์เม็ดเลือดที่แตกต่างกันได้

ในกรณีส่วนใหญ่ ไม่ทราบสาเหตุของความเสียหายของไขกระดูก แต่ในบางกรณี อาการอาจเกิดจากปัจจัยต่างๆ เช่น

  • ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายทำงานผิดปกติ โดยไปทำลายเซลล์ต้นกำเนิดในไขกระดูก
  • ประวัติการรักษามะเร็งด้วยเคมีบำบัด (เคมีบำบัด) หรือการฉายรังสี (รังสีบำบัด)
  • ประวัติการสัมผัสสารเคมีบางชนิด เช่น ยาฆ่าแมลง ยาฆ่าแมลง หรือน้ำมันเบนซิน
  • การติดเชื้อไวรัส เช่น ไวรัสตับอักเสบ Ebsteinebar Virus (Epstein–Barr) cytomegalovirus virus (Cytomegalovirus) Parvovirus B19 (Parvovirus B19) หรือไวรัส HIV
  • การตั้งครรภ์ระหว่างตั้งครรภ์ บางคนอาจพบว่าระบบภูมิคุ้มกันของตนเองทำงานผิดปกติ โดยการทำลายไขกระดูก แต่ส่วนใหญ่อาการมักจะหายไปเองหลังคลอด
  • ผลข้างเคียงของยาบางชนิด เช่น ยารักษาโรคข้อรูมาตอยด์ หรือยาปฏิชีวนะบางชนิด เป็นต้น
  • โรคทางพันธุกรรม เช่น Fanconi Syndrome หรือ Shwachman Diamond Syndrome
  • ภาวะโลหิตจางจากเม็ดพลาสติกอาจเป็นผลมาจากโรคเม็ดเลือดที่ส่งผลให้เกิดการทำลายเซลล์เม็ดเลือดแดงในร่างกายของผู้ป่วย เช่น Paroxysmal Nocturnal Hemoglobinuria (PNH) แต่หาได้ยาก

การวินิจฉัยโรค Aplastic Anemia

ในการวินิจฉัยเบื้องต้นของ Aplastic Anemia แพทย์จะสอบถามเกี่ยวกับประวัติ ความผิดปกติและปัจจัยต่างๆ ของผู้ป่วยที่อาจเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดภาวะดังกล่าว เช่น ประวัติการสัมผัสกับสารพิษ สารเคมี หรือการฉายรังสี ยาที่ผู้ป่วยกำลังรับประทาน ประวัติการติดเชื้อไวรัส หรือมีประวัติโรคเลือดต่างๆ ในครอบครัว โดยเฉพาะ Aplastic Anemia เป็นต้น

แพทย์ของคุณอาจทำการทดสอบเพิ่มเติมเช่น:

  • การตรวจเลือด แพทย์ของคุณอาจตรวจเลือดเพื่อดูจำนวนเซลล์เม็ดเลือดต่างๆ รวมทั้งเซลล์เม็ดเลือดแดง เม็ดเลือดขาว และเกล็ดเลือด ผู้ป่วยที่เป็นโรค Aplastic Anemia จะพบว่าระดับเซลล์เม็ดเลือดต่างๆ ต่ำผิดปกติ
  • การตรวจไขกระดูก แพทย์อาจนำตัวอย่างเนื้อเยื่อไขกระดูกของผู้ป่วยมาตรวจด้วยกล้องจุลทรรศน์ เพื่อแยกโรคทางโลหิตวิทยาอื่นๆ ที่อาจมีอาการคล้ายคลึงกัน

นอกจากนี้ หากแพทย์วินิจฉัยผู้ป่วยที่เป็นโรคโลหิตจางชนิด aplastic แพทย์จะตรวจหาสาเหตุของอาการด้วยการทดสอบเพิ่มเติมเพื่อกำหนดแนวทางการรักษาต่อไป

การรักษาโรคโลหิตจาง Aplastic

ในกรณีที่ภาวะโลหิตจางจากเม็ดเลือดขาวเกิดจากผลข้างเคียงจากยาบางชนิด การตั้งครรภ์ หรือภาวะในระยะสั้นอื่นๆ อาการอาจค่อยๆ ดีขึ้นเอง แต่ในกรณีที่รุนแรง จำเป็นต้องได้รับการรักษา แพทย์จะกำหนดวิธีการรักษาที่เหมาะสมตามอาการของผู้ป่วย ตลอดจนปัจจัยอื่นๆ เช่น สาเหตุ ความรุนแรงของอาการ และอายุของผู้ป่วย โดยวิธีการรักษาที่แพทย์มักใช้ เช่น

การถ่ายเลือด

แพทย์อาจให้เลือดผู้ป่วยเพื่อทดแทนเซลล์เม็ดเลือดที่ไขกระดูกไม่สามารถผลิตได้เพียงพอ และเพื่อควบคุมอาการหรือสภาวะผิดปกติ เช่น โลหิตจาง เหนื่อยล้า หรือเลือดออกไม่หยุด เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม การบำบัดด้วยเลือดเป็นวิธีเดียวที่จะบรรเทาอาการของผู้ป่วยได้ และโรคโลหิตจางชนิด aplastic ก็ไม่สามารถรักษาได้ และผู้ที่ได้รับการถ่ายเลือดอาจพบภาวะแทรกซ้อนจากการรักษาได้ หากได้รับเลือดมากเกินไป เช่น มีเหล็กสะสมในร่างกายมากกว่าปกติ ซึ่งหากไม่ได้รับการรักษา สภาพร่างกายสามารถทำลายอวัยวะสำคัญในร่างกายได้

การปลูกถ่ายไขกระดูกหรือการปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิด

วิธีการปลูกถ่ายไขกระดูก เป็นวิธีการที่แพทย์จะใช้การฉายรังสีหรือยาเคมีบำบัดบางชนิดเพื่อขจัดเซลล์เม็ดเลือดผิดปกติในไขกระดูก แพทย์จะทำการเปลี่ยนเซลล์เม็ดเลือดที่ถูกทำลาย โดยการฉีดสเต็มเซลล์จากผู้บริจาคเข้าสู่กระแสเลือดผ่านทางเส้นเลือด วิธีนี้มักใช้ในผู้ป่วยเด็กที่มีอาการรุนแรงและสามารถหาสเต็มเซลล์ที่เข้ากับร่างกายของผู้ป่วยได้ ส่วนใหญ่เป็นพี่น้องหรือสมาชิกในครอบครัว

อย่างไรก็ตาม วิธีการปลูกถ่ายไขกระดูกอาจทำให้ผู้ป่วยเสี่ยงต่อการดื้อต่อสเต็มเซลล์ใหม่ ซึ่งอาจส่งผลให้เกิดผลข้างเคียงร้ายแรงหรือเสียชีวิตได้ ดังนั้นแพทย์อาจสั่งยาเพิ่มเติมบางอย่างหลังการรักษา เพื่อป้องกันภูมิต้านทานของร่างกายต่อสเต็มเซลล์ใหม่

การรักษาด้วยยา

แพทย์ของคุณอาจใช้ยาบางชนิดเพื่อรักษา Aplastic Anemia เช่น:

  • ยากดภูมิคุ้มกันเพื่อป้องกันไม่ให้เซลล์เม็ดเลือดถูกทำลายโดยระบบภูมิคุ้มกัน แพทย์ของคุณอาจใช้ยาบางชนิด เช่น ไซโคลสปอริน (Cyclosporine), Antithymocyte Globulin หรือ corticosteroids (คอร์ติโคสเตียรอยด์) เป็นต้น
  • ยาปฏิชีวนะหรือยาต้านไวรัสเพื่อป้องกันการติดเชื้อ เนื่องจากผู้ที่เป็นโรคโลหิตจางชนิด aplastic มักจะมีระบบภูมิคุ้มกันที่อ่อนแอ ซึ่งอาจส่งผลให้ผู้ป่วยติดเชื้อได้ง่าย
  • ยาที่กระตุ้นการทำงานของไขกระดูก เช่น filgrastim และ sargramostim (Sargramostim) pecfilgrastim (Pegfilgrastim) หรือ Epoetin Alpha type (Epoetin Alfa) เป็นต้น

นอกจากนี้ แพทย์อาจแนะนำให้ผู้ป่วยเปลี่ยนพฤติกรรมบางอย่าง เช่น ล้างมือบ่อยๆ ระวังบาดแผลและมีเลือดออก เช่น การเล่นกีฬาที่เสี่ยงต่อการกระแทกโดยใช้ใบมีดโกน ในบางกรณี แพทย์ของคุณอาจสั่งยาที่ทำให้อุจจาระนิ่มลงเพื่อป้องกันอาการท้องร่วงเป็นเลือด

ภาวะแทรกซ้อนของโรคโลหิตจาง Aplastic

ผู้ป่วยโรคโลหิตจางชนิด aplastic อาจมีความเสี่ยงต่อโรคและเงื่อนไขต่างๆ เช่น โรคโลหิตจาง การติดเชื้อบ่อยครั้ง และเลือดออกต่อเนื่อง มะเร็งเม็ดเลือดขาว อาจมีภาวะแทรกซ้อนจากการรักษาบางอย่าง เช่น ผลข้างเคียงจากการปลูกถ่ายไขกระดูกจากการใช้ยา เป็นต้น

การป้องกันโรคโลหิตจาง Aplastic

เนื่องจากการเกิด Aplastic Anemia ส่วนใหญ่มักไม่พบสาเหตุ การป้องกันจึงเป็นเรื่องยาก อย่างไรก็ตาม ความเสี่ยงอาจลดลงได้ด้วยวิธีต่อไปนี้ เช่น

  • หลีกเลี่ยงสารเคมีบางชนิด เช่น ยาฆ่าแมลงและยาฆ่าแมลง หรือน้ำยาล้างสี เป็นต้น
  • การฉีดวัคซีนป้องกันการติดเชื้อโดยเฉพาะวัคซีนตับอักเสบบี
  • หลีกเลี่ยงการใช้หลอดฉีดยาร่วมกับผู้อื่น หรือมีเพศสัมพันธ์อย่างปลอดภัยโดยสวมถุงยางอนามัยทุกครั้งที่มีเพศสัมพันธ์หรือไม่เปลี่ยนคู่นอนบ่อยๆ เพื่อป้องกันการติดเชื้อเอชไอวีหรือไวรัสตับอักเสบบี

.
ที่มาข้อมูล