in

ความหมาย แพ้ไรฝุ่น (Dust Mite Allergy)

ความหมาย แพ้ไรฝุ่น (Dust Mite Allergy)

โรคภูมิแพ้ไรฝุ่นเป็นภาวะที่ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายทำปฏิกิริยาผิดปกติเมื่อบุคคลสัมผัสกับไรฝุ่นในอากาศ ได้แก่ จาม น้ำมูกไหล คัดจมูก ตาบวม ตาแดงหรือน้ำตาไหล และผู้ป่วยมักจะมีอาการรุนแรงขึ้นหากมีอาการหอบหืดร่วมด้วย

ไรฝุ่นเป็นแมลงที่มีขนาดเล็กจนมองไม่เห็นด้วยตาเปล่า ซึ่งสามารถเข้าสู่ร่างกายได้ทางการหายใจ การแพ้ไรฝุ่นสามารถบรรเทาและรักษาได้ ผู้ที่มีอาการแพ้ควรได้รับการตรวจและรักษาอย่างเหมาะสม เพราะหากปล่อยทิ้งไว้อาจส่งผลให้เกิดอาการเรื้อรังหรือการอักเสบในระบบทางเดินหายใจได้

3d,แสดงผล,ภาพประกอบ,ของ,A,บ้าน,ฝุ่น,ไร

แพ้ไรฝุ่น

ผู้ป่วยแพ้ไรฝุ่นจะมีระดับความรุนแรงของอาการต่างกัน อาการของโรคภูมิแพ้ไรฝุ่น มีดังนี้

  • ไอจาม
  • น้ำมูกไหลคัดจมูก หากเด็กมีอาการแพ้ เขาจะขยี้จมูกบ่อยๆ
  • ผิวปาก
  • คันจมูก เพดานปาก หรือคอ
  • เมือกในลำคอ
  • ตาบวมหรือรอยคล้ำใต้ตา
  • ตาแดง คัน หรือน้ำตาไหล
  • เจ็บหรือแน่นหน้า

กรณีเป็นโรคภูมิแพ้ไรฝุ่นร่วมกับโรคหอบหืด (Asthma) ผู้ป่วยอาจมีอาการรุนแรงขึ้น อาจหายใจลำบาก แน่นหน้าอก มีเสียงหวีดเวลาหายใจออก มีปัญหาการนอนหลับเนื่องจากหายใจถี่ ไอหรือหายใจดังเสียงฮืด ๆ ซึ่งกำเริบเป็นหวัดหรือมีไข้รวมถึงอาการหอบหืดรุนแรง

การแพ้ไรฝุ่นอาจคล้ายกับการแพ้หรืออาการของโรคอื่น ดังนั้นผู้ป่วยควรไปพบแพทย์เพื่อตรวจและรักษาอย่างเหมาะสม หากอาการยังคงมีอยู่นานกว่าหนึ่งสัปดาห์ ให้ไปพบแพทย์ทันทีหากคุณมีอาการหายใจมีเสียงวี๊ดหรือคัดจมูกอย่างรุนแรง นอนไม่หลับ หายใจลำบาก หายใจมีเสียงหวีด หรือหายใจลำบากโดยออกแรงเพียงเล็กน้อย

สาเหตุของการแพ้ไรฝุ่น

การแพ้ไรฝุ่นเกิดจากระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายตอบสนองต่อไรฝุ่นโดยการปล่อยโปรตีนแอนติบอดีเพื่อกำจัดสิ่งแปลกปลอมออกจากร่างกาย ซึ่งทำให้เกิดอาการแพ้และการอักเสบในปอดและทางเดินหายใจ

อย่างไรก็ตาม ผู้ที่มีความเสี่ยงที่จะเป็นโรคภูมิแพ้จากไรฝุ่นในบ้านมากกว่า ได้แก่ เด็ก วัยรุ่น และผู้ที่มีสมาชิกในครอบครัวหลายคนที่มีประวัติแพ้ไรฝุ่น ติดต่อหรืออยู่ในบริเวณที่มีไรฝุ่นเป็นจำนวนมากเป็นเวลานาน อาจทำให้การอักเสบเรื้อรังรุนแรงขึ้นที่เกี่ยวข้องกับโรคหอบหืด

การวินิจฉัยโรคภูมิแพ้ไรฝุ่น

แพทย์ของคุณจะวินิจฉัยการแพ้ไรฝุ่นโดยการตรวจดูอาการ สอบถามเกี่ยวกับกิจกรรมและสภาพแวดล้อมของผู้ป่วย อาจใช้ไฟฉายส่องไปที่เยื่อเมือกของช่องจมูกเพื่อยืนยันปฏิกิริยาการแพ้ต่อละอองในอากาศ เช่น จมูกที่บวม สีซีด หรือสีม่วง

  • Allergy Skin Test ซึ่งแพทย์จะใส่สารก่อภูมิแพ้หลายชนิด รวมทั้งที่สกัดจากไรฝุ่น ลงบนผิวหนังและแทงบริเวณนั้นด้วยเข็ม หากคุณมีอาการแพ้ ผิวหนังของผู้ป่วยจะคันและเปลี่ยนเป็นสีแดง อาการจะหายไปภายใน 30 นาที
  • Blood Test Allergy เหมาะสำหรับผู้ที่ไม่สามารถทดสอบการแพ้ทางผิวหนังได้เนื่องจากยาบางชนิดหรือโรคผิวหนัง แพทย์จะตรวจหาการดื้อต่อสารก่อภูมิแพ้จากการเจาะเลือด และวิธีนี้มีความเฉพาะเจาะจงมาก

การรักษาภูมิแพ้ไรฝุ่น

การหลีกเลี่ยงการสัมผัสกับไรฝุ่นเป็นการรักษาที่ได้ผลดีที่สุด ซึ่งจะช่วยบรรเทาอาการหรือลดความรุนแรงของอาการแพ้ได้ ซึ่งสามารถทำได้โดยใช้ผ้าคลุมเตียงที่ป้องกันไรฝุ่น รักษาความชื้นในบ้านของคุณให้ต่ำโดยใช้เครื่องทำความชื้น (Dehumidifier) ​​​​หรือเครื่องปรับอากาศ ซื้อของเล่นที่ล้างหรือทำความสะอาดง่าย

นอกจากนี้ควรซักผ้าปูที่นอน หมอนและผ้าห่มทุกสัปดาห์ด้วยน้ำร้อนอย่างน้อย 55 องศาเซลเซียส เพื่อฆ่าเชื้อไรฝุ่นและเชื้อโรค กวาดหรือดูดฝุ่นเป็นประจำ และหลีกเลี่ยงการวางเครื่องใช้ที่เก็บฝุ่นในห้องนอน เช่น พรม ชั้นวางหนังสือ หรือโซฟา

นอกจากการดูแลความสะอาดและสุขอนามัยภายในที่พักแล้ว แพทย์อาจแนะนำให้ผู้ป่วยใช้วิธีอื่นควบคู่ไปด้วย ดังนี้

การใช้ยา

ผู้ป่วยอาจใช้ยาที่จำหน่ายหน้าเคาน์เตอร์หรือยาตามใบสั่งแพทย์เพื่อบรรเทาอาการของอาการแพ้ เช่น

  • ยาแก้แพ้บรรเทาอาการจาม น้ำมูกไหล หรือ คันจมูก มีรูปแบบเม็ดยา เช่น เฟกโซเฟนาดีน Fexofenadine, Loratadine หรือ Cetirizine, Children’s Liquid หรือสเปรย์จมูกเช่น azelastine หรือ olopatadine (โอโลพาทาดีน)
  • corticosteroids เพื่อบรรเทาอาการบวมที่จมูกและควบคุมอาการแพ้ แพทย์ให้ยาพ่นจมูกแก่ผู้ป่วย เนื่องจากมีผลข้างเคียงน้อยกว่ายาเม็ดรับประทาน ตัวอย่างของยาคอร์ติโคสเตียรอยด์ ได้แก่ ฟลูติคาโซน โพรพิโอเนต โมเมทาโซน ฟูโรเอต หรือไตรแอมซิโนโลน (ไตรแอมซิโนโลน)
  • ยาแก้คัดจมูกเพื่อลดอาการบวมในโพรงจมูก ช่วยให้หายใจสะดวกขึ้น แต่ยานี้ไม่เหมาะสำหรับผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูง โรคต้อหิน ต่อมลูกหมากโต หรือโรคหัวใจและหลอดเลือด เนื่องจากยาอาจเพิ่มระดับความดันโลหิตได้
  • สารดัดแปลง Leukotriene เช่น Montelucast (Montelukast) เพื่อยับยั้งการทำงานของสารบางชนิดในระบบภูมิคุ้มกัน ช่วยรักษาอาการที่เกิดจากภูมิแพ้และหอบหืด แต่การใช้ยานี้อาจทำให้เกิดผลข้างเคียง เช่น การติดเชื้อทางเดินหายใจส่วนบน ปวดหัวหรือเป็นไข้ เป็นต้น และอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อปัญหาทางอารมณ์หรือสุขภาพจิตได้

ชลประทานจมูก

การชลประทานทางจมูกจะช่วยล้างเมือกหรือเมือกในจมูก ใช้น้ำเกลือ

ภูมิคุ้มกันบำบัด (ภูมิคุ้มกันบำบัด)

การบำบัดนี้ใช้เพื่อทำให้ร่างกายคุ้นเคยกับสารก่อภูมิแพ้ ในกรณีที่การรักษาอื่นๆ ไม่ได้ผล แพทย์จะฉีดสารก่อภูมิแพ้เข้าสู่ร่างกายของผู้ป่วยทีละน้อยก่อนค่อยๆ เพิ่มขนาดยา ขึ้นภายใน 3-6 เดือน และฉีดต่อเนื่องทุก 4 สัปดาห์ เป็นเวลา 3-5 ปี เพื่อให้ร่างกายผู้ป่วยค่อยๆ ชินกับสารก่อภูมิแพ้ และทำให้อาการแพ้นั้นบรรเทาหรือหายขาดได้

ภาวะแทรกซ้อนจากการแพ้ไรฝุ่น

หากผู้ป่วยแพ้ไรฝุ่นต้องสัมผัสกับไรฝุ่นเป็นเวลานาน อาจส่งผลให้เกิดโรคแทรกซ้อน เช่น ไซนัสอักเสบ ซึ่งเป็นผลมาจากการอักเสบเรื้อรังของเนื้อเยื่อในช่องจมูกเนื่องจากการแพ้ไรฝุ่น โรคผิวหนังภูมิแพ้ เยื่อบุผิวทางเดินหายใจถูกทำลายได้ง่ายจากการอักเสบเรื้อรัง หรืออาการหอบหืดแย่ลงหากเคยเป็นโรคหอบหืดมาแล้ว เป็นต้น

การป้องกันการแพ้ไรฝุ่น

คุณสามารถลดความเสี่ยงที่จะเกิดอาการแพ้ไรฝุ่นได้โดยหลีกเลี่ยงการสัมผัสหรือสัมผัสกับไรฝุ่น รวมทั้งทำความสะอาดบ้านและต้นเหตุของไรฝุ่น เช่น การเปลี่ยนผ้าม่าน พรมหรือเฟอร์นิเจอร์ทำด้วยผ้า เช็ดฝุ่นด้วยผ้าเปียกเท่านั้น ทำความสะอาดตุ๊กตา หมอน ผ้าห่ม และเครื่องนอนอย่างสม่ำเสมอด้วยน้ำอุ่นหรือน้ำร้อน และควรสวมหน้ากากอนามัยทุกครั้งเพื่อป้องกันไม่ให้ไรฝุ่นเข้าสู่ร่างกาย เป็นต้น

.
ที่มาข้อมูล