in

ความหมาย อาการกล้ามเนื้อกระตุก (Myoclonus)

ความหมาย อาการกล้ามเนื้อกระตุก (Myoclonus)

Myoclonus หรือกล้ามเนื้อกระตุก เกิดจากการหดตัวหรือคลายตัวของกล้ามเนื้อหรือกลุ่มของกล้ามเนื้อ ทำให้เกิดการกระตุกของกล้ามเนื้ออย่างฉับพลันโดยไม่สมัครใจและควบคุมไม่ได้ กล้ามเนื้อกระตุกไม่ได้จัดเป็นโรคโดยตรง แต่อาจเป็นสัญญาณของโรคอื่นๆ

กล้ามเนื้อกระตุกมีหลายประเภท ความถี่และความรุนแรงของอาการจะแตกต่างกันไปตามสาเหตุ เช่น อาการไอ้เหี้ยประเภทนั้นไม่ก่อให้เกิดอันตรายเช่นอาการสะอึก อาการมีอายุสั้นและอาการจะหายไปเอง แต่ผู้ที่มีอาการรุนแรงจากโรคบางชนิดอาจมีอาการกระตุกของกล้ามเนื้อบ่อยครั้งและตลอดชีวิต จึงมักรบกวนการเคลื่อนไหว การกิน การพูด และการนอนของผู้ป่วย

กล้ามเนื้อกระตุก (Myoclonus)

อาการของไมโอโคลนัส

ผู้ป่วยโรคกล้ามเนื้อกระตุก (Myoclonus) มักมีอาการกระตุกอย่างกะทันหัน มักมีอายุสั้นและควบคุมไม่ได้ และบ่อยครั้งอาการกระตุกอาจทำให้ผู้ป่วยตกใจได้ ซึ่งคนไข้แต่ละคนจะมีความถี่ ความรุนแรงและตำแหน่งของอาการแตกต่างกันไปตามสาเหตุที่ทำให้เกิดอาการ

อาการกระตุกอาจเป็นเพียงกล้ามเนื้อเดียวหรือกลุ่มกล้ามเนื้อเฉพาะ อาจทำให้อากาศจุด เช่น ใบหน้า แขน ขา หรือในบางกรณีอาจทั้งตัวกระตุก และหากมีอาการรุนแรงก็จะส่งผลต่อชีวิตประจำวัน เช่น การกิน การพูด และการเดิน

สาเหตุของ Myoclonus

Myoclonus มักเกิดจากความผิดปกติของระบบประสาทส่วนกลาง เช่น สมองและไขสันหลัง และบางกรณีอาจเกิดขึ้นโดยไม่ทราบสาเหตุ ซึ่งอาจแบ่งตามสาเหตุของอาการได้ดังนี้

  • Physiologic Myoclonus เป็นภาวะปกติในคนที่มีสุขภาพดี และจากไปเองโดยไม่ได้รับการรักษา เช่น อาการสะอึก ตัวสั่นจากความวิตกกังวล หรืออาการตื่นตระหนกของทารก และอาการกระตุกขณะหลับ
  • Essential Myoclonus เป็นอาการที่เกิดขึ้นโดยไม่มีอาการของโรคอื่นร่วมด้วย และความรุนแรงของอาการคงที่ เป็นภาวะที่เกิดขึ้นโดยไม่ทราบสาเหตุหรืออาจเป็นกรรมพันธุ์ได้
  • Sleep Myoclonus มักเกิดขึ้นขณะหลับและอาจไม่ต้องการการรักษา แต่ในบางกรณีอาจเป็นสัญญาณว่าผู้ป่วยมีอาการนอนไม่หลับ เช่นโรคขาอยู่ไม่สุข (โรคขาอยู่ไม่สุข)
  • โรคลมชัก Myoclonus เป็นอาการกระตุกของกล้ามเนื้อในผู้ป่วยโรคลมบ้าหมู
  • Stimulus-Sensitive Myoclonus เป็นอาการกระตุกเมื่อถูกกระตุ้นโดยสิ่งเร้าภายนอก เช่น แสง เสียง หรือการเคลื่อนไหวบางอย่าง ผู้ป่วยแต่ละรายจะมีปฏิกิริยาตอบสนองแตกต่างกัน
  • Action Myoclonus เป็นอาการที่รุนแรงที่สุด มักเกิดจากการขาดออกซิเจนหรือเลือดไปเลี้ยงสมอง การเคลื่อนไหวหรือการเห็นการเคลื่อนไหวอาจทำให้เกิดอาการของใบหน้า แขน ขา และเสียง และอาการอาจรุนแรงขึ้นเมื่อพยายามควบคุมการกระตุกของร่างกาย
  • Cortical Reflex myoclonus เป็นอาการกระตุกที่มักเกิดขึ้นที่ใบหน้า แขนและขา การพยายามขยับตัวอาจทำให้อาการแย่ลงได้ แพทย์เชื่อว่าเป็นอาการของโรคลมบ้าหมู
  • Palatal Myoclonus เป็นอาการสั่นของเพดานอ่อนในปาก และอาจมีอาการที่ใบหน้า ลิ้น คอ และกะบังลม โดยอาจกระตุกได้ถึง 150 ครั้งต่อนาที และอาจได้ยินเมื่อกล้ามเนื้อหดตัว
  • Myoclonus Reticular Reticular เป็นรูปแบบของโรคลมบ้าหมูที่มักทำให้กล้ามเนื้อกระตุกที่ด้านใดด้านหนึ่งหรือทั้งร่างกาย อาการเหล่านี้เกิดจากการเคลื่อนไหวร่างกายและปัจจัยภายนอก
  • Progressive Myoclonus Epilepsy พบได้บ่อยในเด็กและวัยรุ่น อาการมักจะรุนแรงมากขึ้นตามอายุ หากมีอาการรุนแรง อาจส่งผลต่อคำพูดและการเคลื่อนไหว

กล้ามเนื้อกระตุกอาจเกิดขึ้นในผู้ที่มีโรคประจำตัวหรืออุบัติเหตุร้ายแรง (Symptomatic หรือ Secondary Myoclonus) รวมไปถึง:

  • การติดเชื้อ
  • ไตและตับวายหรืออวัยวะอื่นล้มเหลว
  • การบาดเจ็บที่ศีรษะและไขสันหลัง และสมองขาดออกซิเจน (ภาวะขาดออกซิเจนในสมอง)
  • โรคหลอดเลือดสมอง
  • เนื้องอกและมะเร็งของสมองและไขสันหลัง
  • โรคของระบบภูมิคุ้มกันหลายเส้นโลหิตตีบ (หลายเส้นโลหิตตีบ)
  • โรคทางระบบประสาท เช่น โรคพาร์กินสัน และโรคอัลไซเมอร์
  • ผลข้างเคียงจากยาหรือสารเคมี

การวินิจฉัยโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง

แพทย์ของคุณจะถามเกี่ยวกับอาการของคุณ ประวัติสุขภาพและการตรวจร่างกายเบื้องต้น จากนั้นอาจวินิจฉัยเพิ่มเติมได้ด้วยวิธีต่อไปนี้

การตรวจเลือดและปัสสาวะ

การตรวจเลือดและปัสสาวะสามารถช่วยตรวจหาการติดเชื้อและโรคที่เกี่ยวข้อง เช่น เบาหวาน โรคเมตาบอลิซึม โรคของระบบภูมิคุ้มกัน โรคไตและตับ และผลข้างเคียงของยา

การตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ (Electroencephalography)

แพทย์ใช้คลื่นไฟฟ้าหัวใจเพื่อระบุตำแหน่งของสมองที่ทำให้เกิด myoclonus โดยติดอิเล็กโทรดเข้ากับหนังศีรษะของผู้ป่วยและบันทึกกิจกรรมของคลื่นสมอง

Electromyography ของกล้ามเนื้อและเส้นประสาท (Electromyography)

เป็นการทดสอบเพื่อวิเคราะห์การทำงานผิดปกติของเส้นประสาทและกล้ามเนื้อ โดยเฉพาะบริเวณที่เกิดกล้ามเนื้อกระตุก ซึ่งจะช่วยตรวจจับตำแหน่งและรูปแบบของอาการกระตุกของผู้ป่วย

การทดสอบการถ่ายภาพ

เอกซเรย์คอมพิวเตอร์ (CT Scan), การถ่ายภาพด้วยคลื่นสนามแม่เหล็ก (MRI) และ PET Scan ใช้ในกรณีที่ผู้ป่วยมีเนื้องอกหรือความผิดปกติอื่นๆ ในสมองหรือไขสันหลัง

การรักษา Myolonus

การรักษา myoclonus ที่มีประสิทธิผลมากที่สุดคือ การรักษาโรคหรือสภาวะที่ทำให้กล้ามเนื้อกระตุก ในกรณีส่วนใหญ่ โรคหรือปัจจัยต่างๆ ไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ จุดมุ่งหมายของการรักษาผู้ป่วยคือการบรรเทาอาการกล้ามเนื้อกระตุก และช่วยให้ผู้ป่วยดำเนินชีวิตประจำวันได้ โดยวิธีการรักษาอาจแตกต่างกันไปตามความรุนแรงและอาการของผู้ป่วย ดังนี้

การใช้ยา

แม้ว่าจะไม่มียารักษา myoclonus โดยตรง แต่แพทย์อาจสั่งยาเพื่อช่วยระงับและควบคุมอาการกระตุกของกล้ามเนื้อ ซึ่งอาจต้องใช้ยามากกว่าหนึ่งตัวในการรักษา รวมถึง:

  • ยากลุ่มเบนโซไดอะซีพีน, เบนโซไดอะซีพีน benzodiazepines เช่น clonazepam มักใช้รักษา myoclonus
  • ยากันชักใช้เพื่อป้องกันและระงับอาการชักในผู้ป่วยโรคลมชัก ดังนั้นจึงสามารถใช้รักษาอาการกล้ามเนื้อกระตุกได้ เช่น เลวิไทราซีแทม Levetiracetam, Valproate, zonisamide และยาพรีมิโดน (พรีมิโดน)

การใช้ยาเหล่านี้อาจทำให้เกิดผลข้างเคียง เช่น ง่วงซึม สับสน คลื่นไส้ และเหนื่อยล้า ดังนั้นควรใช้ตามปริมาณและระยะเวลาที่แพทย์กำหนด หากมีความผิดปกติหรืออาการกระตุกเพิ่มขึ้นหลังการใช้ยาควรแจ้งให้แพทย์ทราบ

การผ่าตัด

หากผู้ป่วยมีเนื้องอกในสมองหรือไขสันหลัง แพทย์มักจะแนะนำให้ผู้ป่วยได้รับการผ่าตัดเอาเนื้องอกที่ทำให้กล้ามเนื้อกระตุกออก รวมทั้งผู้ป่วยที่มีกล้ามเนื้อใบหน้าและหูกระตุก การผ่าตัดอาจช่วยให้อาการดีขึ้นได้

ในบางกรณี อาจใช้การกระตุ้นสมองส่วนลึกซึ่งปัจจุบันใช้รักษาโรคพาร์กินสัน เพื่อรักษากล้ามเนื้อกระตุก

การรักษาอื่นๆ

ฉีดโบทูลินั่มท็อกซิน (โบทูลินั่ม ท็อกซิน) อาจช่วยรักษาผู้ป่วย Myoclonus ที่มีอาการเฉพาะที่ การฉีดเข้าที่กล้ามเนื้อกระตุกโดยตรงจะหยุดการหลั่งสารสื่อประสาทที่ทำให้กล้ามเนื้อกระตุก

กำลังศึกษาประสิทธิภาพของผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร 5-Hydroxytryptophan ที่สารตั้งต้นของสารสื่อประสาทและฮอร์โมนบำบัด (Hormonal Therapy) โดยใช้ฮอร์โมน adrenocorticotropic Adrenocorticotropic Hormone อาจมีประโยชน์ในการรักษา myoclonus

ภาวะแทรกซ้อนของ Myoclonus

ผู้ป่วยที่มี myoclonus เล็กน้อยและไม่มีเงื่อนไขทางการแพทย์อื่น ๆ มักจะไม่มีภาวะแทรกซ้อน แต่ผู้ป่วยที่มีอาการบ่อยและรุนแรงโดยไม่ได้รับการรักษา อาจส่งผลต่อกิจกรรมประจำวัน เช่น การเคลื่อนไหว การพูด และการรับประทานอาหาร นอกจากนี้ ผู้ป่วยอาจเกิดโรคแทรกซ้อนที่เป็นอันตรายได้ เช่น ไตและตับวาย โรคหลอดเลือดสมอง เนื้องอก และมะเร็ง

การป้องกัน Myoclonus

Myoclonus เป็นภาวะที่ยากต่อการป้องกัน เนื่องจากเกิดขึ้นโดยไม่ทราบสาเหตุหรือเกิดจากปัจจัยที่ควบคุมไม่ได้ อย่างไรก็ตาม การดูแลตัวเองสามารถช่วยลดความเสี่ยงของ myoclonus และป้องกันการกลับเป็นซ้ำได้:

  • ระวังอย่าให้เกิดอุบัติเหตุหรือกระทบที่ศีรษะและสมองด้วยการสวมใส่หมวกนิรภัยหรืออุปกรณ์ป้องกันศีรษะขณะขี่จักรยานและรถจักรยานยนต์
  • หลีกเลี่ยงการสัมผัสกับสิ่งที่อาจทำให้กล้ามเนื้อกระตุกได้ เช่น บริเวณที่มีไฟกะพริบ อยู่ใกล้หน้าจอไฟฟ้าและบริเวณที่มีเสียงดัง

.
ที่มาข้อมูล