in

ความดัน (ทุรัง) สูง ลดง่ายๆ ด้วย “โยคะ”


ความดันโลหิตสูง ลดง่ายๆ ด้วย “โยคะ”

เชื่อหรือไม่ว่าการฝึก “โยคะ” ที่ได้รับความนิยมทั่วประเทศไทยมาระยะหนึ่งแล้ว (อาจจะ) เป็นมากกว่ากิจกรรมส่งเสริมสุขภาพสำหรับคนเมืองที่ไม่ค่อยมีเวลาดูแลตัวเอง หรือแฟชั่นฟิตเนสอีกรูปแบบหนึ่งที่เผยแพร่โดยอ้างว่าเกินจริง

ปัจจุบันมีหลักฐานทางวิชาการหลายชิ้น ยืนยันชัดเจนว่า การฝึกโยคะใช้รักษาโรคได้ โดยเฉพาะโรคร้ายที่ทำให้หมอต้องยึดขมับ เช่น ความดันโลหิตสูง เบาหวาน และโรคหลอดเลือดหัวใจ ปัญหาสุขภาพที่เกี่ยวข้องกับระบบหัวใจและหลอดเลือด (ได้รับการยืนยันในระดับหนึ่งแล้วว่า) สามารถรักษาให้หายได้ด้วยการฝึกโยคะ ไม่เพียงเท่านั้น ผู้ที่เป็นโรคความดันโลหิตสูง อารมณ์แปรปรวนขึ้นๆ ลงๆ ได้ง่าย ๆ หากฝึกโยคะเป็นเวลานาน อาจเห็นการเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้นอย่างไม่น่าเชื่อ เพราะโยคะจะช่วยให้ทุกระบบของร่างกายมีความสมดุล นี่เป็นส่วนหนึ่งของพลังวิเศษของโยคะ…ยาธรรมชาติ ที่ท้าทายความรู้ทางการแพทย์และวิทยาศาสตร์ในปัจจุบันอย่างน่าสนใจมาก

โยคะและการบำบัด

เป้าหมายของการฝึกโยคะคืออะไร?

เป้าหมายของการฝึกโยคะคือการสร้างจิตใจที่สงบ เรียบง่าย ปราศจากความขัดแย้งและความทุกข์ยาก การฝึกโยคะที่ไม่เป็นระเบียบ อึดอัด จะเสริมสร้างร่างกายในระบบต่างๆ ควบคู่ไปกับการรักษาจิตใจที่เข้มแข็ง เป็นการปลดปล่อยจิตใจจากความรู้สึกด้านลบที่เกิดขึ้นจากสภาวะสังคมและสิ่งแวดล้อมที่เร่งรีบ การฝึกโยคะประกอบด้วยท่าออกกำลังกายที่เรียกว่า อาสนะ และการควบคุมการหายใจที่เรียกว่า ปราณยามะ การฝึกโยคะสร้างความหวังและความคิดเชิงบวกในตัวคุณ ช่วยส่งเสริมความคิดในการดูแลตัวเอง และมีความสามารถในการเอาชนะอุปสรรคต่าง ๆ ที่ส่งผลต่อกระบวนการเสริมสร้างสุขภาพที่สมบูรณ์ ในขณะที่การฝึกโยคะเน้นความสามัคคี ทั้งทางร่างกาย จิตใจ สังคม อารมณ์ และสติปัญญา การฝึกโยคะมีผลให้เกิดความสุข ความสงบ และแรงบันดาลใจที่เกิดขึ้นในตัวเอง มีผลทำให้ร่างกายทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น และยังเป็นวิธีการรักษาความเครียดแบบธรรมชาติอีกด้วย การฝึกท่าร่างกายร่วมกับการฝึกหายใจจะสร้างพลังงานจำนวนมหาศาลภายในร่างกาย ส่งผลต่อการกระตุ้นเซลล์และระบบต่างๆ ของร่างกาย พร้อมช่วยผ่อนคลายความตึงกระชับของกล้ามเนื้อ ผลของโยคะจึงช่วยคลายความเครียดได้อย่างสมบูรณ์ โดยแก้ที่ต้นเหตุของความเครียดนั้นไม่ใช่แค่อาการของความเครียดเท่านั้น

ประโยชน์ในการรักษาที่รู้จักกันดีของโยคะ ได้แก่ การเพิ่มความทนทานต่อความเจ็บปวดและความอดทน ผลของโยคะคือการทำให้สมองสงบ การทำงานของเส้นประสาทเป็นไปอย่างราบรื่น จึงช่วยลดการรับรู้ความเจ็บปวดและการทำลายตนเองของความเจ็บปวด ในขณะที่การรักษาด้วยยาช่วยปรับปรุงกระบวนการบำบัดโรคหรือการบาดเจ็บเท่านั้น ไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการบำบัดหรือการสร้างการรักษาที่ส่วนของร่างกาย การฝึกโยคะมีหลักการใช้ธรรมชาติ ซึ่งเป็นการรักษาร่างกายสูงสุด โยคะจึงสร้างระบบของร่างกายให้ทำงานได้ดีที่สุด โดยใช้ธรรมชาติของร่างกายเป็นจังหวะการพัฒนาตนเอง ส่งผลให้มีความสมดุลทั้งทางร่างกายและจิตใจ

ความดันโลหิตสูงรักษาได้ดีกว่าด้วย “โยคะ” มากกว่า “ยา”
โรคทั้งหมดที่ได้รับผลกระทบจากความเครียดเป็นสาเหตุ สิ่งสำคัญที่สุดคือความดันโลหิตสูง เนื่องจากความเครียดเป็นปัจจัยสำคัญในการกระตุ้นให้เส้นประสาทเห็นอกเห็นใจให้ทำงานมากขึ้น และเส้นประสาทเห็นอกเห็นใจซึ่งถือเป็นตัวแปรสำคัญของการทรงตัวของร่างกาย (homeostasis) เมื่อส่วนของร่างกายที่ทำหน้าที่รักษาสมดุลไม่สมดุล ปัจจัยเสี่ยงต่างๆ ต่อโรคหลอดเลือดหัวใจจะตามมาอย่างแน่นอน ได้แก่ ความดันโลหิตสูง ในอดีตได้มีการคิดค้นวิธีการรักษาโรคความดันโลหิตสูงหลายวิธี แต่ก็ยังไม่สามารถแก้ไขสาเหตุของโรคได้ ด้วยหลักการที่ว่า การฝึกโยคะเป็นประจำจะควบคุมสมดุลของร่างกายคุณโดยอัตโนมัติ แม้ภายใต้ความเครียดทางอารมณ์และสิ่งแวดล้อม นี่คือที่มาของโยคะซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการรักษาความดันโลหิตสูง

การศึกษาโดย Murugesan et al. ได้ศึกษาผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูง 33 คนที่มีอายุระหว่าง 35-65 ปี ซึ่งได้รับการวินิจฉัยโดยแพทย์ในโรงพยาบาลของรัฐว่ามีความดันโลหิตสูง แบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม เท่ากับ. กลุ่มแรกเป็นกลุ่มควบคุม กลุ่มทดลองที่ 2 ได้รับการฝึกโยคะและการใช้ชีวิตตามปกติ และกลุ่มทดลองที่ 3 ได้รับการรักษาด้วยยาลดความดันโลหิตจากแพทย์ในโรงพยาบาล สิ่งที่น่าสนใจมากคือ ผลการศึกษาพบว่าความดันซิสโตลิกในกลุ่มโยคะลดลงร้อยละ 44.079% ส่วนในกลุ่มยาลดลงร้อยละ 40.824 ความดัน diastolic เท่ากับ 68.253 ในกลุ่มโยคะ, 64.479 เปอร์เซ็นต์ในกลุ่มยาและกลุ่มควบคุมมีการลดลงไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ การควบคุมความดันโลหิตมีผลทั้งการควบคุมยาและการฝึกโยคะ การฝึกโยคะมีประสิทธิภาพมากกว่าการควบคุมยา

ฝึกโยคะ ฝึกกาย ฝึกใจ
การใช้โยคะในการรักษาโรคที่เกี่ยวข้องกับระบบหัวใจและหลอดเลือด สำหรับการบรรเทาความเครียดนั้นสามารถเป็นประโยชน์และใช้งานได้จริง โดยเฉพาะผู้ที่เป็นโรคความดันโลหิตสูง เบาหวาน และโรคหลอดเลือดหัวใจ กับการฝึกโยคะแบบกลุ่มหรือค่ายผู้ป่วยแต่ละประเภท มีทฤษฎีการฝึกโยคะ และทักษะภาคปฏิบัติใน 5 หัวข้อสำคัญ ได้แก่

1. การผ่อนคลายโดยใช้เทคนิคการผ่อนคลายในท่าศพ (อาสนะ) เป็นการผ่อนคลายส่วนต่างๆ ของร่างกายตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า

2. ฝึกท่าโยคะโดยยืดส่วนต่างๆ ของร่างกายในทุกส่วน ส่งเสริมการยืดกล้ามเนื้อ ข้อต่อ กระดูกสันหลัง เพื่อปรับปรุงระบบไหลเวียนโลหิต ร่างกายมีความอ่อนแอเพิ่มขึ้น ท่าที่ใช้ในการฝึกควรเป็นท่าที่เคลื่อนไหวทุกส่วนของร่างกาย และควรมีครูที่มีความรู้เรื่องโยคะอย่างถูกต้องเป็นผู้ฝึกสอน

ฝึกการหายใจโดยใช้แบบฝึกหัดการหายใจ และควบคุมการหายใจให้สามารถสงบร่างกายและจิตใจและมีพลังแห่งชีวิต

4. ฝึกจัดอาหารให้เหมาะสมกับโรค เน้นอาหารธรรมชาติ ผักสด ผลไม้ เมล็ดพืช ซึ่งเป็นอาหารที่มีผลทำให้ร่างกายแจ่มใสและจิตใจสงบ หลีกเลี่ยงอาหารที่มีไขมัน เนื้อสัตว์

5. ฝึกใช้ความคิดเชิงบวก การมีจิตใจที่สงบคือการทำสมาธิ

กระบวนการโยคะกลุ่ม
การตั้งค่ายหรือกลุ่มโยคะ มีองค์ประกอบดังนี้

1.ต้องใช้เวลาร่วมกัน (อาจจะเป็นช่วงกลางวัน) 7-10 วัน
เพื่อให้ได้เรียนรู้อย่างชัดเจนและสามารถปฏิบัติได้อย่างถูกต้องทั้งในแง่ของปัจจัยเสี่ยงในการเกิดโรค การควบคุมโรค ซึ่งผู้ป่วยควรรับผิดชอบในการติดตามและควบคุมการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นภายในตนเอง รวมถึงการป้องกัน การควบคุมโรคที่สามารถทำได้ด้วยตัวเองทั้งในแง่ของการออกกำลังกายเพื่อบรรเทาความเครียดและการปรับเปลี่ยนประเภทของอาหารโดยใช้วิธีการฝึกโยคะ การจัดค่ายโยคะอาจเกี่ยวข้องกับผู้ป่วยที่พาญาติหรือครอบครัวมาด้วย เพื่อส่งเสริมและช่วยปรับสภาพแวดล้อมในครอบครัวให้สอดคล้องกับกลุ่ม

2. ขั้นตอนการสร้างความสัมพันธ์ในกลุ่ม
มีกิจกรรมกิจกรรมนันทนาการ (บทบาทสมมติ) เพื่อสร้างความคิดและความเข้าใจในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม และสิ่งสำคัญคือต้องสร้างความสุขในใจของผู้ป่วยที่เข้าร่วมกลุ่ม

3. ติดตามทำกลุ่มต่อเนื่องเดือนละครั้ง นานถึง 6 เดือน หรือ 1 ปี เพื่อเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง

4. ติดตามและประเมินผลโดยตัวผู้ป่วยเองและทีมนักการศึกษา และต้องส่งเสริมความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับหลักการของโยคะสำหรับผู้ป่วย

5.การออกกำลังกายอื่นๆ เพิ่มขึ้นตามสภาพและความพึงพอใจของผู้ป่วย เช่น เดินเร็ว ว่ายน้ำ

การฝึกโยคะเป็นประจำไม่เพียงแต่ช่วยให้ผู้ป่วยมีสุขภาพแข็งแรง แต่ที่สำคัญกว่านั้น ผลของการฝึกโยคะยังเป็นการส่งเสริมให้ผู้ป่วยมีความมั่นใจอีกด้วย ภูมิใจในความสามารถของตัวเองและใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุขเช่นกัน

เรียบเรียงจากรายงานทบทวนโยคะและสุขภาพหัวใจและหลอดเลือด โดย รศ. ผศ.สมคิด โภชนาพันธุ์ คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล

.



ขอบคุณข้อมูลจาก doctor.or.th