in

“ครีมเทียม” ในเครื่องดื่ม อันตรายต่อสุขภาพแค่ไหน

“ครีมเทียม” ในเครื่องดื่ม อันตรายต่อสุขภาพแค่ไหน

“ครีมเทียม” ในเครื่องดื่ม อันตรายต่อสุขภาพแค่ไหน

เพจเฟสบุ๊ค อ๋อ แบบนี้เอง โดย อ.เจต รศ. ศ.ดร.เจษฎา เด่นดวงบริบาล อาจารย์ประจำภาควิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ชี้อันตรายของ “ครีมเทียม” ที่ครีมเทียมก็อันตรายจากไขมันทรานส์เช่นกัน แต่ปัจจุบันผู้ผลิตได้ปรับสูตรใหม่ ด้วยส่วนผสมที่มีไขมันทรานส์น้อยกว่า ดังนั้นครีมเทียมอาจไม่อันตรายที่จะบริโภคเหมือนเมื่อก่อน

อ.เจต อธิบายว่า “ครีมเทียมมี ‘ของจริง’ ที่ทำร้ายหัวใจจาก ‘ไขมันทรานส์’ ที่บรรจุอยู่ภายใน

ซึ่งถ้าพูดสั้นๆ อาจทำให้คนกังวลต่างกันได้ ก็เลยต้องอธิบายว่าถ้าเมื่อ 4-5 ปีที่แล้วใช่ แต่ตอนนี้ครีมเทียมได้เปลี่ยนสูตรไปแล้ว ตามกฎหมายใหม่ที่ประกาศในปี 2018 ปริมาณ ‘ไขมันทรานส์’ จะน้อยกว่ามาก และไม่เป็นอันตรายต่อสุขภาพตามมาด้วย

“การบริโภคไขมันเพียงอย่างเดียวแต่ก็ไม่ค่อยดีอยู่ดี ลดหน่อยก็ดีครับ

“ในสมัยก่อนเทคโนโลยีได้รับการพัฒนาในการผลิตอาหาร เพื่อลดการบริโภคไขมันสัตว์ ระดับ ‘กรดไขมันอิ่มตัว’ ระดับสูง เช่น เนย กรดไขมัน เป็นที่ทราบกันว่าไม่ดีต่อสุขภาพ โดยเฉพาะกับหลอดเลือดและหัวใจ ดังนั้นจึงใช้น้ำมันพืช เช่น น้ำมันถั่วเหลือง ด้วยกรดไขมันไม่อิ่มตัว มาเติมไฮโดรเจนลงในโครงสร้างโมเลกุลของกรดไขมันกันเติมไฮโดรเจนบางส่วน ทำให้คุณสมบัติมีความหนืดและแข็งขึ้น มีคุณสมบัติคงตัว ไม่เหลวง่าย เก็บได้นาน ทนความร้อนสูง กลายเป็นมาการีนที่ใช้แทนเนยแท้ได้ ในราคาที่ถูกกว่าด้วย

แต่ในช่วงปี 2559-2560 มีการรณรงค์ครั้งใหญ่ทั่วโลกเพื่อลดและหยุดการบริโภคอาหารในกลุ่มครีมเทียม มาการีน ชอร์ตเทนนิ่ง มาการีน ชอร์ตเทนนิ่งเบเกอรี่ ฯลฯ ซึ่งทำมาจากน้ำมันพืช น้ำมันไฮโดรเจนบางส่วน (PHOs) นี้พบว่ามี ไขมันทรานส์ เป็นส่วนผสมที่การวิจัยในระยะหลังพบว่าไขมันทรานส์ช่วยเพิ่มระดับคอเลสเตอรอลรวม เพิ่มระดับคอเลสเตอรอลที่ไม่ดี (LDL) และไตรกลีเซอไรด์ รวมทั้งลดระดับคอเลสเตอรอลชนิดดี (HDL) ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคหัวใจและหลอดเลือดไปสู่โรคไม่ติดต่อเรื้อรังอื่นๆ (NCDs) เช่น เบาหวาน และความดันโลหิตสูง

ไขมันทรานส์ ที่จริงแล้ว ทั้งสองอย่างนี้พบได้ในธรรมชาติ เช่น ในเนื้อไม่ติดมัน นม และเนย แต่พบได้ในปริมาณที่น้อยมาก ในขณะที่ไขมันทรานส์ที่ผลิตโดยไฮโดรจิเนชันบางส่วนของน้ำมันพืชจะมีปริมาณมากขึ้น ยิ่งเปอร์เซ็นต์ของไฮโดรจิเนชันในน้ำมันพืชต่ำเท่าใด ไขมันทรานส์ก็จะผลิตมากขึ้นเท่านั้น ตัวอย่างเช่น ชนิดที่เติมไฮโดรเจน 50% จะผลิตไขมันทรานส์มากกว่าชนิดเติมไฮโดรเจน 80%

องค์การอนามัยโลก (WHO) ได้กำหนดการบริโภคไขมันทรานส์ต่อวันไม่เกิน 2.2 กรัมต่อวันหรือ 0.5 กรัมต่อหนึ่งหน่วยบริโภค และได้ออกแถลงการณ์สนับสนุนให้ประเทศต่างๆ ทั่วโลกเลิกใช้ไขมันทรานส์ โดยมีเป้าหมายในการกำจัดไขมันทรานส์ออกจากโลกภายในปี 2566 (พ.ศ. 2566) สุดท้ายเมื่อวันที่ 13 กรกฎาคม 2561 ได้มีราชกิจจานุเบกษา การเผยแพร่ประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง กำหนดอาหารที่ห้ามผลิต นำเข้า หรือขายไขมันทรานส์ และอาหารที่มีไขมันทรานส์ ซึ่งจะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่ 9 มกราคม 2019

ตามประกาศกระทรวงระบุว่า ‘ให้น้ำมันที่เติมไฮโดรเจนบางส่วนและอาหารที่มีน้ำมันเติมไฮโดรเจนบางส่วน เป็นอาหารที่ห้ามผลิต นำเข้า หรือจำหน่าย ซึ่งหมายความว่าไม่ได้ห้ามอาหารจากไขมันทรานส์ที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติในปริมาณเล็กน้อย แต่อย่าใช้ไขมันสังเคราะห์ที่จะนำไปสู่การก่อตัวของไขมันทรานส์สังเคราะห์จำนวนมาก

ด้วยเหตุนี้ ผู้ผลิตอาหารจึงต้องปรับสูตรการผลิตไขมันสังเคราะห์ มาการีน ครีมเทียม ฯลฯ ให้เป็นสูตรที่ไม่มีไขมันทรานส์ มันผลิตไขมันที่เติมไฮโดรเจนเต็มที่ซึ่งค่อนข้างแข็ง ผสมกับน้ำมันลดความแรงที่เรียกว่า เทคนิคการผสมน้ำมัน ซึ่งอุตสาหกรรมในไทยทำได้ดีมากเพราะใช้ไขมันพืช เช่น น้ำมันปาล์ม น้ำมันมะพร้าวที่มีไขมันอิ่มตัวอยู่แล้วมาเป็นวัตถุดิบ

ดังนั้น ‘วันนี้’ ผู้บริโภคจึงไม่ต้องวิตกเกี่ยวกับไขมันทรานส์ในมาการีนและครีมเทียมที่ไม่ใช่นมที่ขายอีกต่อไป เพราะผลิตจากสูตรที่ไม่ก่อให้เกิดไขมันทรานส์ หรือถ้ายังกังวลใจ ให้สังเกตที่ฉลากว่า เติมไฮโดรเจนอย่างเต็มที่ (ไม่เติมไฮโดรเจนบางส่วน)

อย่างไรก็ตามแม้ว่าปัญหาไขมันทรานส์จะลดลงแต่การรับประทานอาหารที่มีไขมันอิ่มตัวสูง ไม่ว่าจะเป็นครีมเทียม มาการีน หรืออาหารทอด (ซึ่งส่วนใหญ่จะทอดในน้ำมันปาล์มที่มีไขมันอิ่มตัว) แม้ว่าจะน่ากลัวน้อยกว่าไขมันทรานส์ก็ตาม แต่ถ้าบริโภคไขมันมากเกินไปก็อันตรายเช่นกัน ดังนั้นจึงควรลดการรับประทานอาหารที่มีไขมัน ให้บริโภคแต่น้อยในแต่ละวัน”

.
ที่มาข้อมูล