in

ข้อมูลล่าสุดเกี่ยวกับโรคซาร์ส

ข้อมูลล่าสุดเกี่ยวกับโรคซาร์ส

ข้อมูลล่าสุดเกี่ยวกับโรคซาร์ส

๑. ไวรัสซาร์ส มีการกลายพันธุ์อย่างรวดเร็ว ปัจจุบันมีอย่างน้อย 19 สายพันธุ์ เชื้อโรคที่กลายพันธุ์อาจทำให้เกิดอันตรายร้ายแรงกว่าได้ หรืออาจจะอ่อนกำลังลงแต่อยู่ในตัวเราได้นานโดยทำให้อาการรุนแรงน้อยลง

๒. ระยะฟักตัว (ตั้งแต่เริ่มติดเชื้อจนถึงอาการป่วย) ศึกษาที่ฮ่องกง พบว่ามีระยะฟักตัว 2-16 วัน (เฉลี่ย 6 วัน) องค์การอนามัยโลกได้กำหนดระยะฟักตัวไว้ที่ 2-7 วัน (สูงสุด 10 วัน) ดังนั้นการกักตัวผู้ติดเชื้อจะอยู่ที่ 10-14 วัน

๓. อาการ จากการศึกษาในฮ่องกงและแคนาดา อาการหลักของผู้ป่วยโรคซาร์ส ได้แก่ มีไข้ มีไข้ (99-100%) หนาวสั่น (73.2%) ปวดกล้ามเนื้อ (49.3-60.9%) ไอ (ร้อยละ 57.3-69.4) ปวดศีรษะ (ร้อยละ 35.4-55.8) ) อาการวิงเวียนศีรษะ (ร้อยละ 42.8) และหายใจลำบาก อาการอื่นๆ ที่อาจพบได้ ได้แก่ ท้องร่วง ไอมีเสมหะ น้ำมูกไหล คลื่นไส้และอาเจียน

การตรวจทางห้องปฏิบัติการ เม็ดเลือดขาวต่ำ เกล็ดเลือดต่ำ เอนไซม์ตับสูงผิดปกติ (AST, ALT), ภาพรังสีทรวงอกผิดปกติ (X-ray) ร้อยละ 78.3

๔. การวินิจฉัย องค์การอนามัยโลกได้ทบทวนและปรับปรุงการวินิจฉัยโรคซาร์ส ดังนี้
กรณีต้องสงสัยว่าเป็นโรคนี้ หมายถึง

1. ผู้ป่วยที่เข้ารับการรักษาตามอาการดังต่อไปนี้

NS. มีไข้สูงเกิน 38 องศาเซลเซียส และ

NS. ไอหรือหายใจลำบาก และ

ค. มีประวัติสัมผัสโรค 1 ครั้ง (หรือมากกว่า) ภายใน 10 วัน ดังนี้

– มีประวัติการสัมผัสใกล้ชิดกับผู้ป่วยที่สงสัยว่าจะวินิจฉัยในโรงพยาบาลหรืออาจเป็นโรคซาร์สในช่วง 10 วันก่อนเริ่มมีอาการ (การสัมผัสใกล้ชิด หมายถึง การดูแลผู้ป่วย อาศัยอยู่ร่วมกันหรือสัมผัสโดยตรงกับน้ำลายของผู้ป่วย ไอ หรือจาม)

– มีประวัติการเดินทางในประเทศหรือพื้นที่ที่มีการระบาดในระยะ 10 วันก่อนเริ่มป่วย

2. ผู้ป่วยที่เสียชีวิตหลังวันที่ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2546 ด้วยโรคทางเดินหายใจเฉียบพลันไม่ทราบสาเหตุ และมิได้ผ่าศพด้วยประวัติอย่างใดอย่างหนึ่งตามข้อ ค. กรณีที่น่าจะเป็น หมายถึง

– ผู้ป่วยต้องสงสัยผลเอ็กซเรย์ปอดที่พบว่าเข้าได้กับโรคปอดบวมหรือกลุ่มอาการหายใจลำบาก

– ผู้ป่วยต้องสงสัยที่เสียชีวิตและได้รับการชันสูตรพลิกศพเพื่อให้เข้ากันได้กับพยาธิสภาพของการหายใจล้มเหลวโดยไม่ทราบสาเหตุ

การยืนยันการวินิจฉัย
ปัจจุบันการวินิจฉัยโรคซาร์สสามารถยืนยันได้โดยการทดสอบไวรัสซาร์สด้วยวิธีการต่างๆ รวมถึงการตรวจหาซาร์ส (ไวรัสโคโรน่า) ด้วยกล้องจุลทรรศน์อิเล็กตรอน หรือการเพาะเลี้ยงในหลอดทดลอง การตรวจหาแอนติบอดี (antibodies) ต่อโรคซาร์ส โดยวิธี IFA และ ELISA การวินิจฉัยระดับโมเลกุลโดยการเพิ่มจำนวนรหัสพันธุกรรมที่เรียกว่า Real time PCR (ช่วยให้แม่นยำและใช้เวลาเพียง 2 ชั่วโมง )

5.. การรักษา ส่วนใหญ่เป็นการรักษาตามอาการ และใช้เครื่องช่วยหายใจ (กรณีระบบหายใจล้มเหลว) ปัจจุบันยังไม่มียาหรือการรักษาเฉพาะ เซรั่มถูกทดลองกับผู้ที่หายจากโรค ซึ่งพบว่ามีผลหากให้ในสัปดาห์แรกของการเกิดโรค ขณะนี้มีการทดลองยาต้านไวรัสสำหรับโรคซาร์สโดยเฉพาะ ที่คาดว่าจะนำไปใช้ในอนาคต

๖. อัตราการเสียชีวิตจากโรคซาร์ส เดิมมีรายงานว่ามีอัตราการเสียชีวิต 3-5 เปอร์เซ็นต์ของผู้ที่เป็นโรคนี้ (ซึ่งไม่ต่างจากปอดบวมทั่วไป) และอัตราการเสียชีวิตเพิ่มขึ้นตามอายุ (ส่วนใหญ่อายุมากกว่า 40 ปี)

ปัจจุบันมีข้อมูลชัดเจนว่า อัตราการเสียชีวิตของโรคนี้น่าจะอยู่ระหว่างร้อยละ 9.9-16.6 และอัตราการเสียชีวิตเพิ่มขึ้นตามอายุที่มากขึ้น ในเด็กไม่มีผู้เสียชีวิต ผู้ป่วยอายุ 15-34 ปีเสียชีวิตเพียง 0.7 เปอร์เซ็นต์ และเพิ่มขึ้นตามอายุ และ 62.6 เปอร์เซ็นต์ของผู้ที่มีอายุมากกว่า 75 ปีเสียชีวิต

๗. ป้องกัน โรคนี้ติดต่อได้โดยการสัมผัสละอองน้ำลาย เสมหะทางปากและจมูก เดิมทีเชื่อกันว่า coronavirus สามารถอยู่นอกร่างกายมนุษย์ได้ไม่เกินสามชั่วโมง แต่จากการศึกษาใหม่ พบว่าอยู่ได้นานกว่า 1 วัน โดยเฉพาะในอุจจาระและปัสสาวะสามารถอยู่ได้นานหลายวัน

การแพร่กระจายของโรคซาร์ส แต่เดิมเชื่อกันว่าติดต่อผ่านระบบทางเดินหายใจ แต่จากการศึกษาในฮ่องกงพบว่า ไวรัสมีอยู่ในน้ำเหลือง อุจจาระ และปัสสาวะของผู้ป่วย เร็วที่สุดในสัปดาห์ที่สามของการเจ็บป่วย นอกจากการสัมผัสทางเดินหายใจ โรคซาร์สยังสามารถติดต่อผ่านอาหาร (เช่น โรคบิด อหิวาตกโรค)

การป้องกันที่ดีที่สุดคือการล้างมือ สุขอนามัยที่เข้มงวด การสวมหน้ากาก

การกักกันผู้ติดต่อเป็นเวลา 10-14 วันเป็นมาตรการที่จำเป็นในการทำลายวงจรการแพร่ระบาด (จนถึงวันที่ 7 พฤษภาคม ผู้คนกว่า 20,000 คนถูกกักกันในประเทศจีน)
การพัฒนาวัคซีน คาดว่าจะมีวัคซีนที่ใช้ป้องกันโรคนี้ได้ภายใน 1-2 ปีข้างหน้า
(รายละเอียดเกี่ยวกับโรคซาร์ส สามารถอ่านได้ในบทความ “โรคทางเดินหายใจเฉียบพลันรุนแรง (SARS)” โดย นฤมล จิรานคร และ ยง ภูวรวรรณ ใน Journal of Clinical Practice ฉบับเดือนพฤษภาคม 2546)

โรคซาร์สยังไม่หายดี
จนถึงเดือนพฤษภาคม การแพร่กระจายของโรคซาร์สทั่วโลกเพิ่มขึ้น และมีผู้เสียชีวิตจากโรคนี้มากขึ้น (ดูตาราง) โดยเฉพาะในจีน ฮ่องกง และไต้หวัน จนกระทั่งโรคได้แพร่กระจายจากกวางตุ้งไปยังปักกิ่งและจังหวัดอื่น ๆ รวมทั้งแพร่กระจายไปยังประเทศอื่น ๆ เมื่อวันที่ 20 เมษายน รัฐบาลได้ออกรัฐมนตรีกระทรวงสาธารณสุข และนายกเทศมนตรีกรุงปักกิ่งไม่สามารถป้องกันการแพร่กระจายของโรคนี้ได้ หลังจากนั้นทางการได้ควบคุมโรคอย่างเข้มงวด และมีการรายงานสถานการณ์โรคอย่างเปิดเผยผ่านสื่อทุกวัน รวมถึงการอนุญาตให้ผู้เชี่ยวชาญของ WHO มีส่วนร่วมในการสอบสวน และให้คำแนะนำในการควบคุมโรคอย่างโปร่งใส

การระบาดครั้งใหญ่ที่สุดในเมืองหลวงของโรงเรียนและมหาวิทยาลัยปักกิ่งถูกปิดเป็นเวลาหลายเดือน (โดยใช้วิธีการเรียนทางไกลที่บ้านแทน) โรงพยาบาลหลายแห่งถูกปิด และกว่า 20,000 คนที่สัมผัสกับโรคถูกกักกันเพื่อป้องกันการแพร่กระจายของโรค ปัจจุบันจีนได้ออกแคมเปญใหญ่ “สงครามต่อต้านโรคซาร์ส” ทั่วประเทศ เนื่องจากเป็นภัยร้ายแรงต่อชีวิตและความมั่นคง (จนกว่าชาวตะวันตกบางคนจะกล่าวถึงกรณีนี้ในวันที่ 11 กันยายน World Trade Tower ในสหรัฐอเมริกาถูกทำลายโดยผู้ก่อการร้าย)

ที่ไต้หวันมีการระบาดรุนแรง จนกระทั่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขต้องประกาศลาออกในวันที่ 17 พ.ค. ทั่วโลก โรคซาร์ส – วายร้ายตัวใหม่ที่เป็นภัยคุกคามต่อมนุษยชาติ นักวิทยาศาสตร์และแพทย์ทั่วโลกกำลังทำงานร่วมกันเพื่อค้นหาวิธีการป้องกันและควบคุมโรคนี้อย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน และการเปิดเผยข้อมูลโดยไม่ปิดบัง รวมถึงการสร้างเครือข่ายการทำงานและการแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างกัน ตัวอย่างแรกของความสำเร็จคือใช้เวลาเพียงไม่กี่เดือนในการหาสาเหตุของโรค (ไวรัสโคโรน่าที่พบหรือไวรัสซาร์สชนิดใหม่) ในขณะที่โรคเอดส์ใช้เวลาเกือบสองปีในการตรวจสอบว่าเชื้อเอชไอวีเป็นสาเหตุ

.
ที่มาข้อมูล