in

ขับรถอย่างไรจึงไม่ปวด

ขับรถอย่างไรจึงไม่ปวด

จนถึงเทศกาลและวันหยุดยาว การขับรถทางไกลและต้องอยู่บนถนนที่การจราจรติดขัดเป็นเวลาหลายชั่วโมง วิธีการปรับเบาะนั่งคนขับเพื่อป้องกันความเจ็บปวดที่อาจเกิดขึ้นกับผู้ขับขี่เป็นเวลานานเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง

การขับรถต่างจากนั่งเก้าอี้ธรรมดาอย่างไร?
หากรถที่คุณขับอยู่นิ่ง การขับขี่ก็ไม่ต่างจากการนั่งบนเก้าอี้ปกติ แต่ในขณะที่รถกำลังเคลื่อนที่ จะมีแรงกระทำต่อร่างกายในหลายทิศทาง รวมถึงการเร่งความเร็วของการเคลื่อนที่ด้วย ความเฉื่อยจากการชะลอตัวของแรงเหวี่ยงหนีศูนย์กลางจากการหมุนและการสั่นสะเทือนของเครื่องยนต์และความขรุขระของถนน

ขณะขับรถ เท้าของคุณจำเป็นต้องควบคุมรถ ดังนั้นจึงเป็นเรื่องยากที่จะใช้ขาของคุณเพื่อช่วยรักษาท่าทางปกติเหมือนเก้าอี้ขณะขับรถ คล้ายกับการนั่งบนเก้าอี้ที่เท้าไม่แตะพื้นและทรงตัวได้ยาก กล้ามเนื้อหลังต้องทำงานตลอดเวลาและปวดหลังง่ายกว่านั่งเท้ากับพื้น

ขับนานแค่ไหนเสี่ยงเจ็บ
จากการศึกษาในผู้ชายที่มีอาการปวดหลัง พบว่าการขับรถเป็นเวลานานมีความสัมพันธ์กับอาการปวดหลัง ยิ่งขับนาน ยิ่งปวดหลัง โดยเฉพาะผู้ที่ขับรถมากกว่า 4 ชั่วโมงต่อวัน อาการปวดหลังจึงพบได้บ่อยในผู้ชายที่ทำงานอยู่บนท้องถนนตลอดเวลา และในคนขับรถบริการสาธารณะ

ท่าขับรถเสี่ยงเจ็บ
การนั่งเป็นเวลานานอาจทำให้ปวดหลังได้ ถึงแม้จะนั่งอย่างถูกต้อง เพราะส่วนโค้งของส่วนหลังส่วนเอวขณะนั่ง (Reverse Lordosis) การขับขี่จะบังคับคนขับให้ให้ความสนใจและมุ่งเน้นในการขับขี่โดยมักละเลยการเปลี่ยนแปลงท่าทาง ทำให้กล้ามเนื้อและข้อต่ออยู่ในท่าเดิมเป็นเวลานานจนมีปัญหาปวดข้อ กล้ามเนื้อ และเส้นประสาทจากการอยู่นิ่งนานเกินไป (Prolonged Static Posture)

ขับรถอย่างไรให้ปลอดภัย ไม่ปวดหลัง?
วิธีที่ดีที่สุดคือการปรับเบาะนั่งให้เข้ากับผู้ขี่ แต่การปรับต้องคำนึงถึงทัศนวิสัยของคนขับด้วย ไม่ใช่เบาะนั่งที่เหมาะกับสรีระ แต่ทัศนวิสัยไม่ดี

การปรับที่นั่ง

เริ่มต้นด้วยการปรับเบาะนั่งและพวงมาลัยไปที่จุดเริ่มต้นก่อนโดย
* ปรับพวงมาลัย ยกขึ้นจนสุด แล้วดันไปข้างหน้าจนสุด
* ปรับเบาะนั่งให้ต่ำที่สุด
* ปรับเบาะนั่งให้ด้านหน้าเทลงจนสุด
* ปรับพนักพิงให้เอียงไปข้างหลังประมาณ 30 องศาจากแนวตั้ง
* ปรับ Lumbar Support ไปด้านหลังให้มากที่สุด
* ดันเบาะหลังให้ไกลที่สุด

ตามด้วยการปรับเบาะนั่งให้เข้ากับคนขับโดยทำตามขั้นตอนต่อไปนี้
1. ยกที่นั่งขึ้นจนมองเห็นบริเวณโดยรอบ
* เบาะนั่งไม่ควรสูงจนหัวชิดกับหลังคารถด้านใน
* ให้แน่ใจว่าได้มองเห็นได้อย่างเต็มที่
2. เคลื่อนเก้าอี้ไปข้างหน้าจนเท้าสามารถควบคุมคันเร่ง เบรก และคลัตช์ได้ง่าย
* ความสูงของเบาะนั่งอาจปรับได้เล็กน้อยเพื่อการควบคุมเท้า คันเร่ง เบรก และคลัตช์ที่ดีขึ้น
3. ปรับความเอียงของเบาะนั่งจนต้นขาทั้งหมดสัมผัสเบาะนั่ง
* ระวังอย่ากดทับหลังเข่ามากเกินไป
4. ปรับพนักพิงให้เอนได้ระดับไหล่
* อย่าเอนเก้าอี้กลับมากเกินไป เพราะไม่พิงหลังเพราะการมองเห็นจะมีปัญหาหากเอนหลังพิงหลัง ผู้ขับขี่มักอยู่ในท่าหมอบเพื่อให้ทัศนวิสัยดีขึ้น
5. ปรับส่วนรองรับส่วนโค้งของหลังให้รู้สึกกดทับตลอดช่วงหลังส่วนล่าง
* หากไม่มีส่วนนี้ อาจใช้หมอนใบเล็กๆ หนุนหลังส่วนล่างแทน
6. ปรับพวงมาลัยให้ชิดกับตัวรถแล้วดันลงเพื่อให้จับถนัดมือ
* ต้องมีช่องว่างในการยกขาท่อนบนขณะใช้เท้าควบคุมรถ และขณะลุกจากที่นั่ง
* ตรวจสอบว่าพวงมาลัยไม่ปิดแผงหน้าปัด
7. ปรับพนักพิงศีรษะให้พอดีกับความสูงของศีรษะ
* วัตถุประสงค์หลักของพนักพิงศีรษะคือการป้องกันการสั่นคออย่างรุนแรง (Whiplash Injury) ระหว่างที่เกิดอุบัติเหตุ

ทำซ้ำลำดับ 1-7 อีกครั้ง

ถ้ารถคุณปรับไม่ได้ อย่างน้อยก็ควรหาหมอนหนุนหลังส่วนล่าง เพื่อป้องกันอาการปวดหลัง

พักผ่อนและออกกำลังกาย
คุณควรหยุดพักทุกๆ 2 ชั่วโมง โดยลุกจากที่นั่งและออกกำลังกายโดยยืนเอนหลัง 10 วินาที 2-3 ครั้ง แล้วเดินประมาณ 5 นาที หากคุณต้องการอยู่ในที่นั่งนานกว่า 2 ชั่วโมง ให้พยายามงอหลังบ่อยๆ ขณะขับรถ การขับขี่ใช้พลังงานน้อยมากเมื่อเทียบกับงานอื่นๆ ดังนั้นการเดินหรือวิ่งที่ต้องใช้กำลังปานกลางควรออกกำลังกายอย่างน้อย 20 นาที 3 ครั้งต่อสัปดาห์

ขอให้ทุกคนปลอดภัยจากอุบัติเหตุ อย่าดื่มแล้วขับ ถ้าคุณง่วงมากเกินไป ให้หยุดพัก อย่าลืมปรับที่นั่งสักหน่อย ช่วยป้องกันความเจ็บปวดจากการขับรถ และมีความสุขในการเดินทาง

.
ที่มาข้อมูล