in

ขวัญนางแย้ม: ความหอมคู่คนไทยนับหลายร้อยปี

ขวัญนางแย้ม: ความหอมคู่คนไทยนับหลายร้อยปี

“นางยำก็เหมือนแม่ยำ ไม่เป็นไร รอนน่าต้องเหมือนพระหัตถ์ เจ้าต้อง…”

บทกวีที่ยกมาข้างต้นเป็นคำสุภาพสี่คำจากลิลิตพระหล่อ ซึ่งเป็นวรรณคดีไทยในสมัยอยุธยาตอนต้นเมื่อประมาณ 500 ปีที่แล้ว ถือเป็นวรรณกรรมไทยโบราณ หนึ่งในเรื่องราวดีๆ ที่คนไทยรู้จักกันดี มีคนที่รู้ภาษาและหนังสือบางเล่ม ตั้งข้อสังเกตว่า โครงเรื่องของลิลิตพระหล่อ เป็นสากลในแง่ของที่น่าตกใจมากเพราะเป็นโศกนาฏกรรมที่ใกล้ชิดกับโรมิโอ และจูเลียตของเชคสเปียร์

นางแย้ม : หนึ่งในไม้หอมของไทย

นางแย้มมีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Clerodendrum chinense (Osbeck) มาบบ์ อยู่ในวงศ์ Labiatae เป็นไม้พุ่มขนาดเล็ก สูงประมาณ 1-1.5 เมตร ลำต้นค่อนข้างตรงมีขนปกคลุมเล็กน้อย ใบเป็นเดี่ยวตรงข้ามกันตามต้น ใบมีขนาดใหญ่ กว้าง รูปไข่ คล้ายกับใบรูปหัวใจหรือใบโพธิ์ มีปลายแหลม แต่ไม่มีกลีบ กว้างประมาณ 14 เซนติเมตร ยาวประมาณ 17 เซนติเมตร มีขนปกคลุม ขอบใบหยักมีฟันเลื่อยอยู่ไกลๆ เมื่อหยิบใบและบดให้ดมกลิ่นจะมีกลิ่นเฉพาะตัว ดอกเป็นช่อ ยอดและปลายกิ่งเป็นช่อแน่น ขนาดช่อละประมาณ 10 เซนติเมตร (เส้นผ่านศูนย์กลาง) แต่ละดอกเมื่อบานกว้างประมาณ 2-3 เซนติเมตร ดอกไม้ในช่อไม่บานพร้อมกัน ด้านบนจะเริ่มบานก่อน ดอกมี 2 กลีบ เหมือนดอกมะลิ กลีบดอกสีขาว เมื่อค่อยๆ บาน เปลี่ยนเป็นสีชมพู กลีบดอกด้านนอกมีสีม่วงอ่อน เกสรตัวผู้มี 4 ก้าน เกสรตัวเมียมีก้านเดี่ยว เมื่อผลแตกออกเป็น 4 กลีบ นางแย้มบานได้ตลอดทั้งปี ขึ้นอยู่กับการดูแล ดอกนางแยมมีกลิ่นหอมแรง และมีกลิ่นหอมตลอดทั้งวัน คนไทยในสมัยก่อนใช้ดอกนางแยมเป็นเครื่องเซ่นไหว้พระ

นักวิชาการเชื่อว่าบ้านเกิดของนางยัมอยู่ในอินโดนีเซีย ชวา และสุมาตรา
แต่นางยำน่าจะปลูกในเมืองไทยมานานแล้ว เพราะมีหลักฐานว่า ในรัชสมัยสมเด็จพระร่มไตรโลกนาถ (พ.ศ. 2534) เมื่อประมาณ 556 ปีที่แล้ว นางแย้มเป็นที่รู้จักของสาธารณชนทั่วไป และปรากฏในวรรณคดีไทยหลายเรื่อง และนิยมใช้ในวรรณคดีไทยจนถึงสมัยรัตนโกสินทร์ในหนังสืออัจฉราภิธาน Rabbt ของ Dr. Prad Le ในปี พ.ศ. 2416 กล่าวถึงนางแยม
นางแย้มเป็นไม้ดอก พืชไม่เติบโต ดอกจะคล้ายกับดอกมะลิ มันมีกลิ่นที่ดี แปลว่า 131 ปีที่แล้วมีคนไทย. เธอยังคงดังกับนางแยม สำหรับนางยำซึ่งมีถิ่นกำเนิดในประเทศไทยคือนางยำป่า

มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า สำหรับ Clerodendrum tunata Gaertn เกิดในป่าเบญจพรรณ พื้นที่ที่มีความชื้นสูง เช่น ริมลำธาร นางแย้มป่า มีดอกเล็กและใบเล็กกว่า รวมถึงรูปทรงของใบที่มีรอยบากเป็น 2 ขอบหยัก ทำให้ปลายใบมีดมีมุมแหลมถึง 3 มุม เพราะนางยำเป็นที่นิยมของคนไทยมาช้านาน จึงได้มีการปลูกอย่างกว้างขวางในทุกภาค ทำให้เกิดชื่อเรียกต่างๆ มากมาย เช่น นางแย้ม (ภาคกลาง นครศรีธรรมราช) ปิงสมุทร (เชียงใหม่) ปิงมัสค์ ปิงศร (ภาคเหนือ) สวนใหญ่ (โคราช) เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีนาง แย้มจีน. ชื่อภาษาจีนคือ เล้งอูฮวย

ประโยชน์ของนางแย้ม

นางแย้มเป็นต้นไม้ที่คนไทยนิยมมาช้านาน ทำให้เข้าใจสรรพคุณทางยาเป็นอย่างดี

ลักษณะเฉพาะของนางแย้มที่แพทย์แผนไทยกล่าวไว้สามารถรวบรวมได้ดังนี้

ใบ รสขม พอกแก้โรคผิวหนัง ผดผื่น

ราก : รสจืด แก้ปวดข้อ แก้เหน็บชา ริดสีดวงทวาร ขับตกขาว ขับปัสสาวะ แก้ปัสสาวะเหลืองแดง แก้หลอดลมอักเสบ แก้เหน็บชา ริดสีดวงทวาร น้ำฝน มะนาว (ใช้รักษาโรคเริมงูสวัด) ต้มกิน (รักษาฝีภายใน แก้ไตพิการ)

ทั้งต้น : แก้โรคกระดูกสันหลังเรื้อรัง แก้ปวดเอว ปวดข้อ แก้ฝี ขับปัสสาวะ แก้ไตเสื่อม
ข้อดีอีกอย่างของนางแยมคือไม้ประดับที่กระแสนิยมของดอกไม้หอมแบบไทยๆ กำลังกลับมาฮิตอีกครั้ง

นางแย้ม ดอกไม้หอมโบราณจากวรรณคดีไทยจึงมีโอกาสได้รวมตัวกับคนไทยสมัยใหม่อย่างเหมาะสม โดยเฉพาะคุณสมบัติที่ปลูกง่าย ขยายพันธุ์ง่าย ทนทาน ออกดอกตลอดปี หอมทั้งวัน ช่อดอกใหญ่ ฯลฯ ล้วนเป็นคุณสมบัติเด่นที่เหมาะกับคนรุ่นใหม่ นอกจากนี้ชื่อยังเป็นมงคลอีกด้วย ในเดือนมงคลนี้ขอเชิญชวนคนไทยหานางแย้มมาปลูกในบริเวณบ้านด้วยความยินดี

ขอขอบคุณรูปภาพจาก :
หนังสือ “สยามไพศาลพฤกษ์”

.
ที่มาข้อมูล