in

กาแฟลดความอ้วน


คำถาม กาแฟลดน้ำหนักได้จริงหรือ?

กาแฟ…เป็นเครื่องดื่มยอดนิยมของคนทั่วโลก
“กาแฟ ในภาษาไทยหรือคำว่า “กาแฟ“ในภาษาอังกฤษ มันเป็นเครื่องดื่มชนิดหนึ่งที่มีรสขมในเนื้อ แต่ด้วยการปรุงรสด้วยน้ำตาลพร้อมกับเพิ่มความเข้มข้นด้วยนม ครีม หรือครีมเทียม จึงทำให้กาแฟเป็นหนึ่งในเครื่องดื่มยอดนิยมของโลก
อย่างไรก็ตาม เวลาดื่มกาแฟจะทำให้ผู้ดื่มรู้สึกสดชื่น ตื่นตัว ไม่ง่วงนอน จึงนิยมดื่มเป็นประจำในตอนเช้าหรือเมื่อรู้สึกง่วงนอน โดยเฉพาะในสำนักงานหรือหน่วยงานต่างๆ เพื่อเตรียมกาแฟไว้บริการประชาชนที่ทำงาน หรือแขกที่มาแวะพักจนคำว่า coffee break หรือเวลาแวะพักดื่มกาแฟ เป็นการใช้คำว่า coffee (กาแฟ) มาเติมคำว่า break (break time) ให้มีความหมายมากขึ้น

ดื่มกาแฟแล้วรู้สึกสดชื่น ตื่นตัว ไม่ง่วงนอน
สาเหตุหลักที่กาแฟเป็นเครื่องดื่มที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในโลก มาจากความรู้สึกสดชื่นและความตื่นตัวที่คุณได้รับเมื่อดื่มกาแฟ ซึ่งมีสารสำคัญ เช่น คาเฟอีน (caffeine) เป็นสารที่พบในเครื่องดื่มหลายชนิด เช่น กาแฟ ชา น้ำอัดลม เครื่องดื่มชูกำลัง เป็นต้น
คาเฟอีนช่วยกระตุ้นการทำงานของอวัยวะต่างๆ ได้แก่ สมอง (ช่วยให้ตื่นตัวไม่ง่วง) หัวใจ (ทำให้หัวใจเต้นเร็วขึ้นและหนักขึ้น) ปอด (ทำให้หลอดลมขยายตัว หายใจสะดวกขึ้น) กล้ามเนื้อ (ผ่อนคลาย คลายกล้ามเนื้อ) ไต (ช่วยขับปัสสาวะมากขึ้น) เป็นต้น

ดังนั้นเมื่อดื่มกาแฟหรือเครื่องดื่มอื่นๆ ที่มีคาเฟอีน จะทำให้คุณรู้สึกสดชื่น ตื่นตัว ไม่ง่วงนอน และสามารถทำงานได้อย่างต่อเนื่องโดยไม่หยุดชะงัก

ดื่มกาแฟมากเกินไป…ก็อันตรายได้
คาเฟอีนทำหน้าที่ไปกระตุ้นสมอง หัวใจ ไต กล้ามเนื้อ และอวัยวะอื่นๆ ของร่างกาย ทำให้รู้สึกสดชื่น ตื่นตัว ไม่ง่วง แต่ควรให้ในปริมาณปกติไม่มากเกินไป เพราะหากได้รับมากเกินไป อาจทำให้เกิดอาการผิดปกติและอาจเป็นอันตรายได้

ขนาดปกติของคนทั่วไปคือดื่มกาแฟไม่เกิน 2 ถ้วยต่อวัน หรือเทียบกับคาเฟอีนแล้วไม่ควรเกิน 200 มิลลิกรัมต่อวัน เพราะหากได้รับกาแฟในปริมาณมาก หรือมีคาเฟอีนมากเกินไป สารนี้จะไปกระตุ้นสมองและหัวใจ สามารถทำให้เกิดอาการผิดปกติได้ เช่น กระสับกระส่าย ปวดศีรษะ เหนื่อยล้า หงุดหงิด หัวใจเต้นเร็ว ใจสั่น ความดันโลหิตสูง จนเกิดอันตราย

อาการ “แพ้กาแฟ” (หัวใจเต้นผิดปกติ)
บางคนอาจมีอาการที่เรียกว่า “แพ้กาแฟ” พวกเขาจะรู้สึกใจสั่น เวียนหัว หัวใจเต้นแรง นอนไม่หลับ หงุดหงิด และวิตกกังวลเมื่อดื่มกาแฟ หรือคาเฟอีน เป็นต้น เพราะคนกลุ่มนี้มีอาการหัวใจเต้นผิดปกติอยู่แล้ว เมื่อคาเฟอีนถูกกระตุ้นอีกครั้ง การเต้นของหัวใจจะมองเห็นได้ชัดเจน

ดังนั้นทุกครั้งที่คุณดื่มกาแฟหรือเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีน คุณจะมีอาการหัวใจเต้นผิดปกติ ใจสั่น วิงเวียน หัวใจเต้นแรง นอนไม่หลับ หงุดหงิด หงุดหงิด ผู้ดื่มกาแฟมักถูกเรียกว่า “การแพ้กาแฟ” แต่จริงๆ แล้วพวกเขาเป็นความผิดปกติ จากการเต้นของหัวใจ

กาแฟจัดเป็นสารเสพติดหรือไม่?
แม้ว่าเราจะดื่มกาแฟทุกวันและมีการใช้กันอย่างแพร่หลายทั่วโลก แต่ไม่ได้จัดประเภทกาแฟหรือคาเฟอีนเป็นยา

เนื่องจากเมื่อดื่มกาแฟอย่างต่อเนื่อง ไม่จำเป็นต้องเพิ่มปริมาณกาแฟให้มากขึ้นเรื่อยๆ และเมื่อต้องการหยุดดื่มกาแฟก็หยุดได้ทันที หรือในวันที่ไม่ดื่มกาแฟก็ไม่มีอาการคล้ายกับที่พบในยาเสพติด แต่อาจมีอาการอ่อนแรงบ้าง แต่ไม่มากประมาณ 1-2 วัน ก็จะกลับมาเป็นปกติได้เอง

กาแฟ “ลดน้ำหนัก” ได้จริงหรือ?
จากกาแฟที่เป็นเครื่องดื่มยอดนิยม จึงมีผู้ประกอบการที่ฉลาดในการสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ “กาแฟผสมอาหารเสริมต่างๆ” เช่น โสม ไฟเบอร์ แร่ธาตุ ฯลฯ และโฆษณาว่าเป็น “กาแฟเพื่อสุขภาพ” โดยเชื่อมโยงผลิตภัณฑ์เสริมอาหารกับสุขภาพและการควบคุมน้ำหนัก (มันจะได้ผลจริงหรือ?)

ผอมเพรียว หุ่นดีจริงหรือ?
สังคมปัจจุบันมีค่านิยมสูงในการ “ลดน้ำหนัก” เป็นที่นิยมมากในหมู่ดาราและนางแบบก่อนจะเผยแพร่สู่วัยรุ่นและกลุ่มวัยทำงาน ซึ่งพบเห็นได้มากมายในวารสารศาสตร์สาขาต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นหนังสือพิมพ์ นิตยสาร วิทยุ โทรทัศน์ อินเทอร์เน็ต เป็นต้น

“มันสร้างความคาดหวังทางสังคมที่เป็นแรงกดดันต่อวัยรุ่นและผู้ใหญ่วัยทำงาน ทั้งชายและหญิง ทุ่มสุดตัวให้กลายเป็นความทันสมัยไม่ตกยุค ด้วยการรักษาหุ่นเพรียวบาง (slim slender body)” และแข่งขันกันตามกระแสสังคม ไม่ว่าจะด้วยวิธีใด ให้ผอมเพรียว เป็นเป้าหมายสูงสุดที่หลายครั้ง เกินกว่าจะพอประมาณ ความพอดี ความพอดี ความพอดี และหลายๆ ครั้ง อาจสะท้อนกลับมาว่าเป็นปัญหาต่อสุขภาพของคนๆ หนึ่ง ด้วยรูปร่างที่เพรียวบางเพรียวนี้

“บริโภคนิยม” ช่วยเพิ่มความดัน หุ่นเพรียว เพรียว
อีกประเด็นที่ดูเหมือนจะเป็นตัวช่วยสำคัญในการส่งเสริมความจำเป็นในการลดน้ำหนักก็คือ “กระแสผู้บริโภค” ที่ปัจจุบันมีอาหารทานเล่น ไม่ว่าจะเป็นของขบเคี้ยว หาบเร่ แผงลอย ร้านอาหาร ร้านอาหาร ไปจนถึงธุรกิจแฟรนไชส์อาหารแบรนด์ดัง จากต่างประเทศที่มีโฆษณาให้เป็นที่รู้จักซื้อง่าย รวมถึงบริการจัดส่งที่เรียกว่า “เดลิเวอรี่” ล้วนเปิดโอกาสให้ได้กินมากขึ้น ทำให้อ้วนขึ้น

กระแสทั้งสองสร้างแรงกดดัน เรื่องลดน้ำหนัก
จากกระแสสังคมทั้ง 2 กระแส คือ 1) หุ่นเพรียว เพรียว และ 2) บริโภคนิยม มีความกดดันในสังคมให้อยากผอมเป็นที่พึ่ง เป็นที่พึ่ง เป็นที่สุด เป็นความหวังที่รอคอย สร้าง “ความต้องการ” หรือ “ความต้องการ” ความต้องการ” เพื่อความบาง หล่อมากมายคอยเฝ้าคอยความหวังว่าเมื่อไรจะมียาดีๆหรืออะไรวิเศษ ที่จะช่วยเติมเต็มความปรารถนา อยากผอม อยากผอมแบบนางแบบ เหมือนดารา

ท่ามกลางความต้องการ “ผอม” (ลดน้ำหนัก) ดังนั้นเมื่อมีข่าว ยาดีๆ หรือยาวิเศษ รวมถึงผลิตภัณฑ์ที่ช่วยลดน้ำหนักหรือลดน้ำหนัก เป็นเหมือนประกายไฟแห่งความหวัง ช่วยเติมเต็มความปรารถนาในส่วนลึกที่รอคอยราวกับว่าชีวิตยังมีความหวังสำหรับคนเหล่านั้น

กาแฟลดน้ำหนัก…มีมนต์ขลังจริงหรือ?
กาแฟลดน้ำหนักส่วนใหญ่จะโฆษณาผ่านการขายตรงแบบปากต่อปาก หรือโฆษณาแอบแฝงโดยสื่อที่ไม่พูดโดยตรงแต่ใช้กิจกรรมหรือท่าทาง สื่อสารว่ากาแฟช่วยลดน้ำหนักได้ (จริงหรือ?)
เมื่อมีสินค้าที่โฆษณา (อุ๊ย แอบอ้าง) ว่าสามารถช่วยลดน้ำหนักได้ จึงเป็นที่นิยมในหมู่คนหนุ่มสาวและคนทำงาน

สารอาหารที่ผสมในกาแฟกับการลดน้ำหนัก
ผลิตภัณฑ์กาแฟจำนวนมากอ้างว่าได้เพิ่มสารอาหารที่ดี บางสิ่งที่ช่วยให้คุณลดน้ำหนักได้ ได้แก่ ไฟเบอร์ (อาหารเหลือในอุจจาระของคุณเพิ่มขึ้น), คอลลาเจน (ที่พบในเนื้อสัตว์) และจะถูกย่อยเป็นโปรตีนขนาดเล็กก่อนที่จะถูกดูดซึมเหมือนโปรตีนทั่วไป) L-Carnitine และ Chromium (ไม่มีผลต่อการลดน้ำหนัก) เป็นต้น ซึ่งล้วนแต่เสแสร้ง โฆษณาทั้งหมดเกินจริง เนื่องจากไม่มีหลักฐานทางการแพทย์ว่าสารเหล่านี้มีคุณสมบัติในการลดน้ำหนัก

เครื่องหมาย อย. แสดงว่าเชื่อถือได้หรือไม่?
อีกเหตุผลที่ผู้บริโภคเชื่อมั่นคือเครื่องหมาย “อย.” ซึ่งผู้ผลิตหลายรายอ้างว่า “ผ่าน อย.” (ได้รับการตรวจสอบโดยสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา)

สิ่งนี้จะต้องขยายออกไป “การได้รับเครื่องหมาย อย. หมายความว่า สินค้าถูกจัดประเภทเป็นอาหารหรืออาหารเสริม (ไม่ใช่ยา)” และรับรองว่า “ผลิตตามหลักการผลิตที่ดี (ผลิตอย่างถูกสุขลักษณะ)” เป็นการควบคุมการผลิตที่ถูกสุขลักษณะ เท่านั้น. และไม่มีคุณสมบัติเหมือนหรือเทียบเท่ากับตัวยา เพื่อให้สามารถลดน้ำหนักหรือลดน้ำหนักได้ ตามที่โฆษณาหรือแอบอ้าง

กาแฟปนเปื้อนยาลดน้ำหนัก
นอกจากนี้ยังมีรายงานข่าวเมื่อเร็วๆ นี้ว่า อย. ได้ยึดผลิตภัณฑ์กาแฟที่เพิ่มเข้ามา “ยาลดน้ำหนัก” มาผสมกันอีกด้วย ซึ่งเมื่อนำไปตรวจเป็นยาไซบูทรามีน (sibutramine) ซึ่งเป็นยาลดน้ำหนักที่อันตรายอย่างสูง ตามกฎหมายจัดเป็นยาควบคุมพิเศษ จ่ายโดยแพทย์เท่านั้น ไม่สามารถซื้อได้ตามร้านขายยาทั่วไป

ใช้ยาลดน้ำหนัก (ห้ามปรึกษาแพทย์) อาจถึงแก่ชีวิตได้
ผลข้างเคียงส่วนใหญ่ของ Sibutramine ได้แก่ ความดันโลหิตสูง และหัวใจเต้นเร็ว ปากแห้ง ปวดศีรษะ นอนไม่หลับ และท้องผูก และยานี้ห้ามใช้ในผู้ป่วยโรคหัวใจขาดเลือด ผู้ป่วยที่ควบคุมความดันโลหิตได้ไม่ดี ผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองตีบ ผู้ป่วยโรคตับ ผู้ป่วยโรคไต ผู้ที่เป็นโรคต้อหินรวมทั้งสตรีมีครรภ์และสตรีให้นมบุตร

นอกจากนี้ เมื่อ 2-3 เดือนที่แล้วมีข่าวว่าสาววัยรุ่นซื้อยาลดน้ำหนักทางอินเทอร์เน็ตเพื่อใช้เอง โดยไม่ปรึกษาแพทย์และเสียชีวิตก่อนวัยอันควรจากยาดังกล่าวด้วย ดังนั้น การใช้ยาลดน้ำหนักจึงไม่ควรซื้อและใช้เพียงอย่างเดียว ทางที่ดีควรปรึกษาแพทย์เพื่อประสิทธิภาพและความปลอดภัย

เครื่องดื่มเป็นสาเหตุสำคัญของโรคอ้วน
ล่าสุดมีบทความทางการแพทย์รายงานว่า เครื่องดื่มมีส่วนทำให้น้ำหนักเพิ่มขึ้นครึ่งหนึ่ง หรือครึ่งหนึ่งของความอ้วนเกิดจากเครื่องดื่ม

ปัจจุบันมีเครื่องดื่มหลากหลาย ทั้งชา สมุนไพร กาแฟ ฯลฯ ที่มีสี กลิ่น และรสให้น่ารับประทาน และในปริมาณนั้นก็มีน้ำตาลที่ช่วยทำให้หวานขึ้น หรืออาจเป็นครีมที่ทำให้เข้มข้นขึ้นน่ารับประทานทั้งน้ำตาลและครีมและสารเติมแต่งอื่น ๆ ที่มีอยู่ในเครื่องดื่ม พวกเขามีส่วนทำให้โรคอ้วนของมนุษย์ครึ่งหนึ่ง

ระวังอาหารเสริมโดยการอ่านฉลาก
ก่อนแยกทางนี้ สรุปว่าอาหารเสริมที่มีเครื่องหมายอย.ไม่ได้หมายความว่ามีคุณสมบัติในการรักษา เขาเน้นว่าผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร (เช่น กาแฟ) แม้ว่าจะมีสารอาหารใด ๆ แต่ก็ไม่มีคุณสมบัติในการลดน้ำหนัก
ในทางกลับกัน อาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพ หากบริโภคมากเกินไปหรือไม่เหมาะสม พวกเขายังอาจประสบผลข้างเคียงของยาอันตรายที่ลักลอบนำเข้ามาในผลิตภัณฑ์เหล่านั้น และบางครั้งอาจทำให้เสียชีวิตได้

อย่าเป็น “เหยื่อ” ของการแอบอ้างผลิตภัณฑ์หลอกลวง
ดังนั้นเมื่อเลือกสินค้าควรอ่านฉลากให้ชัดเจน ใช้วิจารณญาณด้วยความระมัดระวัง อย่าเชื่อคำกล่าวอ้างของผู้ขายหรือโฆษณาที่เกินจริง เพราะไม่เช่นนั้นพวกเขาจะเป็น “เหยื่อ” ของผลิตภัณฑ์ที่ผิดกฎหมาย และอาจเป็นอันตรายถึงชีวิตได้

ลดน้ำหนักอย่างยั่งยืน
การลดน้ำหนักด้วยยาเม็ดควรอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์เพื่อประสิทธิภาพและความปลอดภัยในการใช้ยาดังกล่าว

สำหรับการลดน้ำหนัก วิธีง่ายๆ ได้แก่ การออกกำลังกายเป็นประจำ ครั้งละประมาณ 30 นาที สัปดาห์ละ 3 ครั้งขึ้นไป นอกจากจะเผาผลาญพลังงานส่วนเกินออกจากร่างกายแล้ว ยังช่วยให้เหงื่อออก เลือดไหลเวียนดีขึ้น เป็นวิธีที่ดีในการผ่อนคลายกล้ามเนื้อและอารมณ์ เมื่อกลับมาพักผ่อนก็ช่วยให้นอนหลับดีขึ้น เมื่อคุณตื่นนอน คุณจะรู้สึกสดชื่นและทำงานต่อไปอย่างมีประสิทธิภาพในวันใหม่

.



ขอบคุณข้อมูลจาก doctor.or.th