in

การใช้ยาของผู้ป่วยโรคไต

การใช้ยาของผู้ป่วยโรคไต

อวัยวะสำคัญที่เรียกว่าไต

ไตเป็นอวัยวะที่สำคัญที่สุดอย่างหนึ่งของร่างกาย หน้าที่หลักของมันคือการกำจัดของเสียต่างๆ ละลายในเลือดโดยการกรองและขับออกในรูปของปัสสาวะ นอกจากนี้ยังมีฟังก์ชัน ช่วยรักษาสมดุลของน้ำและแร่ธาตุต่างๆในร่างกาย ช่วยควบคุมปริมาณน้ำและความดันโลหิต ยังช่วยสร้างเซลล์เม็ดเลือดแดงอีกด้วย

ไตเป็นอวัยวะที่ฝังอยู่ในช่องท้องด้านข้าง ทั้งด้านซ้ายและด้านขวาของกระดูกสันหลังที่มีเส้นเลือดใหญ่และมีสายสวนปัสสาวะที่กรองและขับออกทางกระเพาะปัสสาวะ และรอสะสมในปริมาณที่พอเหมาะจึงขับออกจากร่างกาย

โรคไตเป็นโรคที่คุกคามชีวิต

หากการทำงานของไตผิดปกติ ก็จะส่งผลเสียต่อเจ้าของไต เพราะจะทำให้น้ำและของเสียต่างๆ ไม่ถูกขับออกไปตามปกติ มีน้ำและของเสียสะสมในร่างกายมากขึ้น ทำให้คุณรู้สึกไม่สบาย เซื่องซึม สับสน วิงเวียน คลื่นไส้ และเบื่ออาหาร ซึ่งสังเกตได้ชัดเจนจากอาการบวมน้ำที่เท้าและขา ของบริเวณกดทับซึ่งโดยทั่วไปแล้วจะไม่พบความผิดปกตินี้

นอกจากนี้ อาจพบไข่ขาวในปัสสาวะ โลหิตจาง เซลล์เม็ดเลือดแดงลดลง และเหนื่อยง่าย
คนที่ไม่เคยมีปัญหาเกี่ยวกับไตมาก่อน เมื่อก่อนเป็นปกติ ฉันจะต้องคอยสังเกตความผิดปกติของร่างกายเหล่านี้ต่อไป หากมีอาการบวมน้ำควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกร จะได้รับการวินิจฉัย ป้องกัน หรือรักษาแต่เนิ่นๆ จะได้ผลลัพธ์ที่น่าพอใจ ไม่ต้องประหม่า ปล่อยให้เยอะแล้วไปรักษา มันจะยาก ยากที่จะรักษา และยากที่จะรักษา

ปัจจัยเสี่ยงต่อโรคไต

ส่วนปัจจัยเสี่ยงที่ควรติดตามและเป็นสาเหตุหลักของภาวะไตเสื่อม จำแนกตามสาเหตุได้ดังนี้

1. โรคที่ทำให้ไตเสียหาย เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง โรคหัวใจและหลอดเลือด โรคไขมันในเลือดสูง โรคภูมิต้านตนเอง โรคกระเพาะปัสสาวะอักเสบ นิ่วในไต การติดเชื้อในกระแสเลือด เป็นต้น

2. ลักษณะของบุคคล เช่น อายุมากขึ้น และมีประวัติครอบครัวเป็นโรคไต

3. พฤติกรรมสุขภาพ เช่น การสูบบุหรี่ คนที่ไม่ค่อยออกกำลังกาย เป็นต้น

4.การใช้ยาที่เป็นอันตรายต่อไต
จึงขอขยายความเกี่ยวกับโรคที่ก่อให้เกิดโรคไต และยาที่เป็นอันตรายต่อไต

เบาหวานและความดันโลหิตสูง

โรคที่เป็นสาเหตุหลักของโรคไต ได้แก่ เบาหวานและความดันโลหิตสูง
โรคที่ทำให้ไตถูกทำลาย พบว่าโรคที่ทำให้เกิดโรคที่สำคัญที่สุดคือโรคเบาหวาน ตามด้วยความดันโลหิตสูง

ดังนั้นผู้ป่วยโรคเบาหวานจึงมีความเสี่ยงที่จะทำให้ไตเสียหายได้ และเป็นโรคไตอีก หากควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้ไม่ดีเป็นเวลานาน ช้าหลังจากอดอาหารมาทั้งคืน โดยปกติควรมีระดับน้ำตาลในเลือดในตอนเช้าหลังจากอดอาหารมาทั้งคืน มีค่าอยู่ระหว่าง 70-130 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร

เพียงเล็กน้อยที่จะเพิ่มการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้อย่างมีประสิทธิภาพ ต้องทำสองด้านควบคู่กันไป คือ ต้องทานยาตามที่แพทย์สั่งและปรับขนาดหรือปริมาณอาหารประเภทแป้งและน้ำตาล เรียกว่าคาร์โบไฮเดรตให้มีปริมาณที่เหมาะสม

ที่สำคัญคือพึ่งพิงด้านเดียวไม่พอ ต้องพึ่งพาทั้งสองฝ่ายจึงจะสามารถควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้อย่างมีประสิทธิภาพ และควรได้รับการดูแลอย่างสม่ำเสมอจะส่งผลดีที่สุดต่อสุขภาพของเรา ซึ่งจะช่วยลดปัญหาสุขภาพและภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้นได้ เป็นโรคที่สอง โรคที่สามที่จะตามมาในอนาคต

โรคที่ต้องระวังหลังเบาหวานคือความดันโลหิตสูง
ความดันโลหิตสูงนี้ นอกจากความเสี่ยงที่จะเป็นโรคไตแล้ว ยังมีความเสี่ยงต่อโรคหัวใจขาดเลือดอีกด้วย (สาเหตุของอาการหัวใจวาย) และโรคหลอดเลือดสมอง (สาเหตุของอัมพาตและอัมพาต) ซึ่งคล้ายกับโรคเบาหวานต้องใช้สองวิธีร่วมกันคือการใช้ยาอย่างสม่ำเสมอตามที่แพทย์กำหนด และปรับพฤติกรรมสุขภาพที่ดี รวมทั้ง ลดความเครียด รู้จักการออกกำลังกาย ผ่อนคลาย งดหรือเลิกบุหรี่และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ (ถ้ามี) ลดพุง ฯลฯ เพื่อให้ระดับความดันโลหิตต่ำกว่า 130/80 มม.ปรอท ก็จะเป็นผลดีต่อผู้ป่วย

ขอฝากความลับที่จะช่วยให้คุณมีกำลังใจหรือกำลังใจในการรักษาระดับของโรคทั้งสองให้อยู่ในสภาพดี หาเพื่อนคุยเรื่องสุขภาพ อาจเป็นเพื่อน (เป็นโรคเดียวกันดีกว่า) และหมั่นตรวจเบาหวานและระดับความดันโลหิตสูงเป็นประจำ และตรวจสอบเพิ่มเติมเมื่อโอกาสเอื้ออำนวย มันจะช่วยเตือนและรักษาพฤติกรรมที่ดีของเรา

ยาที่ทำร้ายไต

ยาที่ส่งผลต่อไต ได้แก่ ยาแก้อักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ (หรือ NSAIDs) ยาปฏิชีวนะ ลิเธียม และยาสมุนไพร ซึ่งแพทย์จะสั่งยาปฏิชีวนะและลิเธียมจากอะมิโนไกลโคไซด์ หรือภายใต้การดูแลของแพทย์ ดังนั้น จะไม่กล่าวถึงในที่นี้ แต่จะกล่าวถึง NSAIDs (ออกเสียงว่า “NSED”) ซึ่งใช้กันอย่างแพร่หลาย

NSAIDs รวมถึงยาต้านการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์รุ่นเก่า และสารยับยั้ง COX II ซึ่งมีฤทธิ์ระงับปวด ลดไข้ และต้านการอักเสบ มีการใช้กันอย่างแพร่หลายในกรณีที่มีอาการปวดศีรษะ ปวดเมื่อยตามร่างกาย ปวดข้อ ปวดฟัน ใช้ลดไข้ คลายร้อน ใช้ลดการอักเสบ บวม แดง ความร้อนจากการอักเสบของข้อและกล้ามเนื้อต่างๆ

ยาเหล่านี้ส่วนใหญ่ใช้สำหรับการรักษาตามอาการ ซึ่งหมายความว่าหากมีอาการ ให้ใช้ยา และเมื่อหายดีหรืออาการสงบลงแล้วให้ขอหยุดรับประทานยา โดยไม่จำเป็นต้องใช้ทั้งหมดติดต่อกัน เพราะยากลุ่มนี้จะลดปริมาณเลือดไปเลี้ยงไต และอาจส่งผลต่อการทำงานของไต

อีกปัญหาหนึ่งที่พบกับยานี้คือ เกี่ยวกับความซ้ำซ้อนของการใช้ยา เช่น ผู้ป่วยที่มีอาการปวดข้อไปพบแพทย์คนแรก จะมียากลุ่มนี้อยู่แล้ว ถ้ามีอาการไข้หวัดใหญ่ไปหาหมอคนที่สองอาจจะได้ยาลดไข้ ยาลดไข้ ปวดหัว ซึ่งก็อยู่ในกลุ่มนี้เช่นกัน เมื่อใช้ยาของแพทย์ทั้งสองท่านจะมียาซ้ำกัน นี้สามารถเพิ่มความเป็นพิษของยาในไต

นอกจากผลกระทบด้านลบของ NSAIDs ต่อไตแล้ว ยานี้ยังเป็นสาเหตุทั่วไปของแผลในกระเพาะอาหารอีกด้วย โดยเฉพาะผู้สูงอายุ

การใช้ยาของผู้ป่วยโรคไต

จากจุดเริ่มต้นจะพูดถึงการหลีกเลี่ยงความเสียหายของไต ลดปัจจัยเสี่ยงจากโรคและยาที่อาจส่งผลต่อไต และต่อไปจะพูดถึงการใช้ยาในผู้ป่วยโรคไต

ยาส่วนใหญ่ถูกขับออกจากร่างกายผ่านทางไต

ยาส่วนใหญ่ที่เข้าสู่ร่างกายจะถูกขับออกหรือขับออกจากร่างกายผ่านทางไต ส่วนใหญ่ถูกขับออกทางปัสสาวะ ประมาณการว่า 80-90% ของยาทั้งหมดที่ใช้บนโลกใบนี้ถูกขับออกมา ไต ส่วนที่เหลือจำนวนเล็กน้อยจะถูกขับออกทางอุจจาระหรือปอด

ยาถูกขับออกทางปัสสาวะ ส่งผลให้ระดับของยาในร่างกายลดลง และทำให้ฤทธิ์ของยาเสื่อมลง

ผู้ป่วยโรคไตไม่สามารถใช้ยาได้เหมือนผู้ป่วยปกติ

หากผู้ป่วยมีปัญหาไต ไตวาย หรือการทำงานของไตลดลง ปริมาณยาในร่างกายก็จะถูกขับออกมาน้อยลง ส่งผลให้ยาคงอยู่ในร่างกายได้นานขึ้น และ/หรือในปริมาณที่สูงขึ้น

หากผู้ป่วยโรคไตได้รับปริมาณเท่ากันกับผู้ป่วยที่มีภาวะไตทำงานปกติ จะส่งระดับยาไปสะสมในร่างกายนานขึ้น และ/หรือระดับที่สูงขึ้นจนทำให้เกิดพิษที่เป็นอันตรายต่อผู้ป่วยและอาจถึงแก่ชีวิตได้

ผู้ป่วยโรคไตไม่ควรซื้อยาเอง

ผู้ป่วยโรคไตไม่สามารถรับประทานยาชนิดเดียวกับผู้ป่วยปกติได้ เนื่องจากแพทย์ได้ปรับขนาดยาให้เหมาะสมกับระดับการทำงานของไต ทั้งนี้เพื่อรักษาผลการรักษาที่ดี พร้อมทั้งรักษาความปลอดภัยให้กับผู้ป่วยโรคไต
ดังนั้นก่อนรับประทานยาเพิ่มเติม ผู้ป่วยโรคไตควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกร เพื่อที่จะสามารถแนะนำยาที่เหมาะสมไม่เป็นอันตรายต่อไตอีกต่อไปและได้ขนาดยาที่เหมาะสมกับการทำงานของไตของแต่ละคน

.
ที่มาข้อมูล