in

การปรับสภาพกลไก กาย-ใจ อาสนะ (6)


กลไกการปรับสภาพร่างกาย-จิตใจ อาสนะ (6)

ตามที่อธิบายไว้ก่อนหน้านี้ เราสามารถสรุปได้ดังนี้:

1. จุดประสงค์หลักของอาสนะคือการเอาชนะ “อังกาเมชยัตวา” ซึ่งเป็นสภาวะที่จังหวะธรรมชาติของเราถูกรบกวน เป็นสถานะที่การเคลื่อนไหวขั้นพื้นฐานของเราหยุดชะงัก อาสนะคือการฟื้นฟูระบบต่างๆ ในร่างกายให้ทำงานประสานกัน

2. อาสนะไม่ได้เป็นเพียงท่าใด ๆ แต่ท่าทางเฉพาะ ในแง่หนึ่ง อาสนะเป็นวิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิตโดยรวม ในขณะที่อีกด้านเป็นการพัฒนาเฉพาะของแต่ละชีวิต ด้วยเหตุนี้อาสนะจึงดูยุ่งยากและแปลก อาสนะมีท่าทางของสัตว์เลื้อยคลาน นก และสัตว์สี่เท้า ซึ่งเราพยายามเลียนแบบอาสนะบางอย่างเป็นการกลับคืนสู่สภาพเดิมตั้งแต่เราอยู่ในครรภ์มารดา

3. รูปแบบเฉพาะในอาสนะมีเป้าหมาย เพื่อให้สมองส่วนล่างทำงานอย่างอิสระที่สุด มุ่งให้สมองส่วนล่างรักษาสมดุล ตามลักษณะเดิมของร่างกาย ดังนั้นจากผลที่จะได้รับ ท่าอาสนะจึงมีความสำคัญมาก

4. ด้วยเป้าหมายที่กล่าวไว้ข้างต้น เราจึงแนะนำให้ทำอาสนะโดยใช้กำลังน้อย คือ อยู่ในท่าที่ผ่อนคลาย ซึ่งเป็นวิธีที่ดีที่สุดที่ไม่สนใจพฤติกรรม แต่ให้สนใจประเด็นอื่นแทน ซึ่งปตัญชลีแนะนำให้กำหนดอนันต์ อีกวิธีหนึ่งในการบรรลุเป้าหมาย ดังที่ได้กล่าวมาแล้วคือ นำจิตไปสู่ความรู้สึก “เป็นส่วนหนึ่งของมหาสมุทร” ซึ่งเมื่อฝึกฝนอย่างต่อเนื่อง ไม่เพียงแต่เป็นการผ่อนคลายทั้งกายและใจเท่านั้น ก็ค่อยๆ เอาชนะความรู้สึก “การมีอยู่ของตัวเอง” ของตัวเองได้เช่นกัน

วิธีที่ 3 ตามประเพณีโบราณในการปฏิบัติอาสนะ เราสามารถบังคับจิตให้เข้าออกได้ เรียกว่า ปราณธนา คือ รู้ลมที่บริเวณจมูก โดยเฉพาะที่ปลายจมูก สัมผัสได้ถึงความเย็นสดชื่นที่ปลายจมูก รู้สึกถึงการหายใจออกอันอบอุ่นที่ปลายจมูก ตลอดเวลาเราหายใจเป็นจังหวะปกติ การหายใจลึกกว่าปกติช่วยให้ผ่อนคลายและให้สัญญาณประสาทตามธรรมชาติของสมองส่วนล่างเข้าควบคุมอาสนะ

เราอาจไม่สามารถทำอาสนะในอุดมคติได้ตามที่อธิบายไว้ แต่แน่นอนว่าเราไม่บังคับ เราทำอาสนะด้วยความเข้าใจ นั่นคือใกล้เคียงกับสภาวะของการออกแรงมากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้เพื่อให้รู้สึกสบายและผ่อนคลายให้มากที่สุด ให้มากที่สุด ร่างกายจะตอบสนองและค่อยๆ ปรับ ความรู้สึกที่เกิดขึ้น เป็นความรู้สึกรัดกุม ไม่รู้สึกเจ็บ ซึ่งเมื่อฝึกอย่างต่อเนื่อง แม้เมื่อรู้สึกตึงไม่อยู่ในการรับรู้ เราก็นั่ง ยืน นอนในท่าเฉพาะด้วยแรงน้อย เราทำตัวเหมือนเรานั่ง ยืน นอน ในชีวิตประจำวันของเราซึ่งเป็นการผ่อนคลาย และเราไม่ได้ตั้งใจหรือจดจ่อกับท่าทางเหล่านั้น คือการทำอาสนะเพื่อให้สามารถแสดงท่าทางทั่วไปในชีวิตประจำวันได้ โดยวิธีที่เราจะไม่สนใจอาสนะได้อธิบายไว้แล้ว ซึ่งสิ่งนี้ไม่ได้ตั้งใจ มันไม่ใช่เชิงลบ บังคับ เครียด แต่เป็นบวก เต็มไปด้วยความผ่อนคลายทั้งกายและใจ

ทุกวันนี้ คนธรรมดาไม่ฝึกอาสนะตามที่อธิบายไว้ข้างต้น แม้แต่ตำรา “อาสนะ” ที่จัดพิมพ์โดยสถาบันไกวนายาธรรมเอง ฉันไม่สามารถอธิบายให้คนอื่นเข้าใจได้ จนสามารถปฏิบัติได้ตามที่ตั้งใจไว้ หนังสือ “โยคะบำบัด” เล่มนี้พยายามปรับปรุง นำเสนอประเด็นนี้ให้เป็นที่รู้จัก เข้าใจ และปฏิบัติให้สอดคล้องกับหลักการมากขึ้น เพราะมนุษย์มีธรรมชาติให้เรียนรู้เราเรียนรู้จากความผิดพลาด เพื่อพัฒนาให้เป็นสิ่งที่เหมาะสมและเหมาะสมกว่า ให้คิดว่าเราฝึกอาสนะผิดมากน้อยเพียงใดตามหลักการที่ถูกต้อง ยังมีคุณประโยชน์อีกมากมาย หากเราฝึกอาสนะด้วยความเข้าใจในอุดมคติ ประโยชน์ที่เกิดขึ้นจะต้องเป็นอนันต์

เวลาเริ่มทำอะไรสักอย่าง เราควรรู้ผลของการทำกิจกรรมนั้น และเราจะได้ผลลัพธ์นั้น เราต้องเข้าใจกลไกของมัน เข้าใจว่ามันทำงานอย่างไร ทั้งหมดที่เราพยายามอธิบายคือชี้ให้เห็นว่า หากเราทำอะไรโดยไม่รู้ไม่มีการเตรียมการ ผลลัพธ์ก็เป็นไปตามโชคชะตา ซึ่งส่วนใหญ่มักตกอยู่ในอันตรายไม่เป็นไปตามคาดซึ่งเกิดจากการขาดความเข้าใจหรือเข้าใจผิด ผู้เขียนเองมักไม่ได้ยินจากผู้ปฏิบัติทั่วไปเท่านั้น จากคนในวงการแพทย์ เกี่ยวกับปัญหาที่พบในการฝึกอาสนะไม่ว่าจะเป็นแพลง เส้นใยที่ปกคลุมกล้ามเนื้ออักเสบรวมถึงกระดูกหัก ดังนั้น แทนที่จะได้ประโยชน์จากอาสนะ เป็นเพราะขาด “ความรู้ วิธีการ” ที่นำไปสู่ปัญหาโดยไม่ได้ตั้งใจ ทำให้เสียทรัพย์สิน เสียเวลาในการแก้ปัญหาอีก อย่างไรก็ตาม เพียงเพราะเราไม่รู้การกระทำโดยประมาทจริงๆ และคาดหวังผลลัพธ์จากเปลือกนอกที่เรามองเห็นเท่านั้น

.



ขอบคุณข้อมูลจาก doctor.or.th