in

“การตายดี” คนไทยยอมรับมากขึ้น ย้ำแพทย์ต้องเคารพบนพื้นฐานการตัดสินใจของผู้ป่วย

“การตายดี” คนไทยยอมรับมากขึ้น ย้ำแพทย์ต้องเคารพบนพื้นฐานการตัดสินใจของผู้ป่วย

สปสช.เปิดกลุ่มแลกเปลี่ยนบทเรียนการดำเนินงาน การดูแลแบบประคับประคองและการใช้ชีวิตจาก 7 พื้นที่ต้นแบบทั่วประเทศ พบปัจจัยความสำเร็จเริ่มต้นจากความเข้าใจในบุคลากร การสื่อสารถึงผู้ป่วยเกี่ยวกับสถานการณ์ของโรค ช่วยเพิ่มการยอมรับ-ร่วมกันออกแบบการดูแลในบั้นปลายชีวิต เน้นความต้องการของคนไข้เป็นสำคัญ – เปลี่ยนแปลงได้ภายหลัง

สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) จัดประชุมแลกเปลี่ยนบทเรียนในพื้นที่ต้นแบบการเตรียมความพร้อมการดำรงชีวิตตามมาตรา 12 แห่งพระราชบัญญัติสุขภาพแห่งชาติ 2550 ภายใต้ระบบ Palliative care & Living will วันที่ 22 ก. พ.ศ. 2564 ที่ถ่ายทอดประสบการณ์และความสำเร็จของการดำเนินงาน นำเสนอความท้าทายและแนวทางการพัฒนาต่อไป ผ่านตัวอย่าง 7 พื้นที่ต้นแบบทั่วประเทศ

นพ. ประทีป ธนกิจเจริญ เลขาธิการคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติเปิดเผยว่าด้วยสถานการณ์ที่ระบบสุขภาพของประเทศไทย มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นของโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) ที่คุกคามชีวิตผู้คนเพิ่มขึ้น รวมถึงโครงสร้างทางประชากรที่ก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์ ส่งผลให้การดูแลแบบประคับประคองและความตั้งใจในการรักษาพยาบาลในบั้นปลายชีวิตหรือการใช้ชีวิตจะมีความสำคัญและมีบทบาทมากขึ้นในการดูแลสุขภาพของประชาชน

การดูแลแบบประคับประคองและการใช้ชีวิตจะช่วยผู้ป่วยในระยะสุดท้ายของชีวิต มีคุณภาพชีวิตที่ดีและได้รับการคุ้มครองอย่างมีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์พร้อมทั้งช่วยค่ารักษาพยาบาลที่ไม่จำเป็น ทั้งในด้านส่วนตัว ผู้ป่วย ครอบครัว ตลอดจนภาพรวมของประเทศลดลง การให้บริการด้านสุขภาพที่สามารถสนับสนุนสิ่งเหล่านี้ถือเป็นความท้าทายที่สำคัญและท้าทายในระบบสุขภาพ รวมทั้งให้บุคลากรเองได้เข้าใจและให้ความสำคัญเรื่องนี้ด้วย

“การดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้ายเป็นเรื่องละเอียดอ่อน มันซับซ้อนในแง่ของสุขภาพ และมิติทางสังคม ความเชื่อ วัฒนธรรม ซึ่งต้องมีการจัดการและความร่วมมืออย่างเป็นระบบของทุกฝ่ายเพื่อสร้างการเรียนรู้ เพื่อสร้างความเข้าใจสาธารณะซึ่งใน ในปี พ.ศ. 2564 สปสช. ได้จัดตั้งความร่วมมือกับเครือข่ายภาคีเพื่อนำบทเรียนจากการดำเนินงานต่างๆ ที่พบว่ามีประสิทธิภาพ เพื่อสื่อสารและเป็นต้นแบบการดำเนินงานในด้านอื่นๆ” นพ.ประทีป กล่าว

นพ. น้ำทิพย์ อินทับ ตัวแทนจากโรงพยาบาลพุทธชินราช จังหวัดพิษณุโลก เขตอนามัยที่ 2 กล่าวว่า ในช่วงระยะเวลา 5-6 ปีของการดูแลแบบประคับประคอง สิ่งที่โรงพยาบาลทำมากที่สุดคือการปฏิบัติ สร้างองค์ความรู้ให้กับบุคลากรทุกรูปแบบ ตั้งแต่ส่งอบรมจากภายนอก แม้ในช่วงที่ผ่านมา ได้สร้างหลักสูตรของตนเองจนเป็นหลักสูตร 4 สัปดาห์ ที่นำความรู้ไปสู่หน่วยบริการอื่นๆ ในเขตสาธารณสุข ปัจจุบันโรงพยาบาลมีพยาบาลประคับประคองอยู่ในทุกแผนกหลัก และมีแผนจะแล้วเสร็จทั้งโรงพยาบาลในปีนี้

“เรายกระดับการพัฒนาคุณภาพ การดูแลแบบประคับประคองกลายเป็นบริการความเป็นเลิศของโรงพยาบาล แบบฟอร์มแผนการดูแลแบบชำระเงินล่วงหน้า (ACP) จะรวมอยู่ในระบบเวชระเบียนของผู้ป่วย ทุกแผนกจะสามารถดูข้อมูลนี้ได้แม้ว่าจะไม่ใช่ผู้ป่วยระยะสุดท้ายก็ตาม และหากเราพบกรณีที่มี ACP แต่ผู้ป่วยไม่ได้รับการดูแลตามแผน จะมีการพูดคุยเพื่อหาสาเหตุและพัฒนาต่อไป โดยสิ่งที่ผมต้องการจากนี้ไป คือการเร่งสร้างหลักสูตรให้แพทย์รุ่นใหม่มีความรู้ ความเข้าใจ และเคารพในสิทธิของผู้ป่วยในการเลือกรับการดูแลเมื่อวาระสุดท้ายมาถึง” นพ.น้ำทิพย์ กล่าว

ด้านข้าง นพ. ปัทมาพร อภิจิตร ตัวแทนจากโรงพยาบาลนางรอง จ.บุรีรัมย์ เขตสุขภาพ 9 เปิดเผยว่า การทำ Palliative Care ของโรงพยาบาลได้อนุญาตให้ผู้ป่วยสร้างชีวิตได้ตามต้องการ รูปแบบได้รับการแก้ไขและพัฒนาเป็นเอกสารหน้าเดียว ใช้ภาษาที่ชาวบ้านเข้าใจได้ง่าย ตรวจสอบว่าโรคถึงจุดสุดท้ายหรือไม่ จะต้องดูแลอย่างไร ซึ่งขับเคลื่อนผ่านคณะกรรมการอำเภอ จนแผนแม่บทของอำเภอนางรองนั้นเองมียุทธศาสตร์ที่เรียกว่าสมาร์ทเดธหรือตายดีที่บ้าน

“ผู้คนจะเริ่มได้ยิน คุ้นเคยกับคำว่า “ตายดีที่บ้าน” “ชีวิตเจตจำนง” หรือ “วางแผนล่วงหน้า” ตั้งแต่ผู้บริหารอำเภอและตำบลไปจนถึงชุมชนหมู่บ้าน และเมื่อจัดงานที่เกี่ยวข้องกับผู้สูงอายุ เราจะแทรกซึมเข้าไปในทุกกลุ่ม ช่วยออกแบบแนวคิดกระบวนการตัดสินใจ จากตำนานเก่าที่พูดถึงความตายเป็นเรื่องโชคร้ายแต่หลังการผ่าตัด 4-5 ปี จำนวนผู้ป่วยที่สนใจตั้งแต่ 100-200 คน กลายเป็น 1,000-2,000 คน” นพ.ปัทมาพร กล่าวว่า

นพ. ปฐมาภรณ์ กล่าวว่า ความสำเร็จของการผ่าตัด พบว่า 98% ของผู้ป่วยที่ได้รับหนังสือแสดงเจตจำนง หรือ เจตจำนงการดำรงชีวิต ได้รับการดูแลตามเจตจำนง โดยมีเพียงไม่กี่คนที่เปลี่ยนใจใส่เครื่องช่วยชีวิตภายหลัง ต้องเผชิญกับความทุกข์ ซึ่งวิเคราะห์ว่า คนไข้ที่ทำพินัยกรรมกับครอบครัวของตนที่ได้รับข้อมูลที่ชัดเจนก่อนตัดสินใจ ส่วนใหญ่จะไม่เปลี่ยนความคิดเกี่ยวกับทางเลือกในการรักษา อย่างไรก็ตาม บุคลากรทางการแพทย์จะต้องตรวจสอบการตัดสินใจอีกครั้งเมื่อผู้ป่วยประสบกับความทุกข์ยาก เพราะผู้ป่วยมีสิทธิที่จะเปลี่ยนใจ ดังนั้นถึงแม้ชีวิตจะมีเจตจำนง บุคลากรก็ยังต้องถามผู้ป่วยและครอบครัวอีกครั้ง

.
ที่มาข้อมูล