in

การดูแลสุขภาพแบบประหยัด

การดูแลสุขภาพแบบประหยัด

“ก่อนหน้านี้ฉันเป็นโรคภูมิแพ้ ตื่นเช้า เป็นหวัด จามทุกวัน ต้องกินยาแก้แพ้เป็นประจำ เมื่อ 5 ปีที่แล้ว ฉันออกกำลังกายโดยจ็อกกิ้งทุกวัน วันละ 5 กิโลเมตร อาการภูมิแพ้ก็หายไป ไม่ต้องพึ่งยาแก้แพ้อีกต่อไป…”

นั่นคือเรื่องราวของชายอายุ 60 ปีขึ้นไป สมาชิกแพทย์ประจำหมู่บ้าน ที่ได้ร่วมเสวนาและแลกเปลี่ยนกัน “การดูแลสุขภาพเศรษฐกิจ” ที่โรงพิมพ์หมอประจำหมู่บ้าน ในบ่ายวันเสาร์ที่ 16 พฤษภาคม 2552 งานนี้จัดขึ้นเนื่องในโอกาส “ครบรอบ 30 ปี หมอชาวบ้าน” มีสมาชิกเข้าร่วมประมาณ 40 คน หลายคนมารวมกันเป็นครอบครัว เช้ามาซ้อมกัน “นวดดัดร่างกาย คลายปวด ดัด 21 ท่า” โดยคำสอนของอาจารย์พิศิษฐ์ เบญจมงคลวารี อาจารย์นวดแผนไทย แพทย์ประจำหมู่บ้าน

ในตอนบ่ายฉันนำการอภิปรายในหัวข้อนี้ โดยกล่าวถึงสิ่งสำคัญดังต่อไปนี้

1. การดูแลตนเองแบบประหยัดต้องเริ่มจากการเรียนรู้การดูแลตนเอง ไม่ใช่แค่พึ่งแพทย์และโรงพยาบาลเพียงนัดเดียว

2. การดูแลตัวเองสามารถทำได้ในทุกช่วงวัยของชีวิต เริ่มจากการมีพฤติกรรมสุขภาพที่ถูกต้องในการส่งเสริมสุขภาพและการป้องกันโรค เพื่อไม่ให้ป่วย เน้นที่พฤติกรรม ๔ เช่น อาหาร การออกกำลังกาย อารมณ์ และภยันตราย (หรือสิ่งที่มีพิษอันตรายควรหลีกเลี่ยง)

เมื่อป่วยก็จะรู้จักแสวงหาบริการที่เหมาะสมควบคู่ไปกับการดูแลตัวเอง รวมทั้งรู้จักการใช้ยาอย่างปลอดภัย (ยามีทั้งประโยชน์และโทษอย่างไม่มีสิ้นสุด)

เมื่อความเจ็บป่วยถึงขั้นสุดท้ายไม่ต้องรู้จักการเยียวยา ยอมรับ หลีกเลี่ยงการแสวงหา บริการที่สูญเปล่าและไร้ประโยชน์และเตรียมตายอย่างมีศักดิ์ศรีและประหยัด กล่าวคือ ตายโดยธรรมชาติ (หลีกเลี่ยงการยืดเครื่องมรณะ) และอบอุ่นในหมู่ญาติ

3. การบริโภคอาหารเพื่อสุขภาพ ต้องรู้จักรับประทานอาหารให้ครบทั้ง 5 หมู่อาหารที่มีสัดส่วนที่เหมาะสมตามหลัก “ธงโภชนาการ” กล่าวคือ กินเมล็ดพืชและอาหารที่มีแคลอรี (เช่น ข้าว ข้าวโพด ถั่ว กล้วย) และผักและผลไม้เป็นหลัก กินโปรตีนในระดับปานกลาง (ควรเน้นจากปลา ถั่ว เต้าหู้ ลดเนื้อแดงหรือเนื้อใหญ่) ลดการบริโภคไขมัน น้ำตาล และขนม ไม่ต้องจ่ายค่าอาหารเสริม

4. การออกกำลังกายและการบริหารจิตใจ (อารมณ์) สามารถทำได้หลายวิธี ควรศึกษา ลองใช้จนกว่าจะเลือกวิธีที่ชอบและได้ผล ที่สำคัญต้องขยันทำเป็นประจำทุกวันหรืออย่างน้อยวันเว้นวัน จะมีผลต่อเนื่องและส่งผลดีต่อสุขภาพร่างกายและจิตใจในระยะยาว

วิธีการจัดการอาจเป็นไปตามรูปแบบที่นิยม เช่น เล่นกีฬา วิ่งจ๊อกกิ้ง เดินเร็ว ปั่นจักรยาน ว่ายน้ำ เดินสมาธิ สวดมนต์ ไหว้พระ เป็นต้น หรือปฏิบัติตามหลักธรรมชาติ เช่น ทำงานบ้าน ปลูกต้นไม้ รดน้ำ ล้างรถ และคำนึงถึงการเคลื่อนไหวหรือกิจวัตรของคุณ กิจกรรมประจำวัน (เช่น อาบน้ำ ล้างจาน กวาดบ้าน ซักผ้า รีดผ้า)

๕. อันตราย คือ การหลีกเลี่ยงสิ่งที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ เช่น สุรา บุหรี่ ยาเสพติด สถานบันเทิงยามค่ำคืน อบายมุขต่างๆ มลภาวะ เป็นต้น

สมาชิกหลายคนได้แบ่งปันประสบการณ์ของตนเองและครอบครัวในการดูแลสุขภาพของตนเอง

คนหนึ่งกล่าวว่า วันนี้ฉันได้ปรับพฤติกรรมในการรับประทานอาหาร (โดยเฉพาะผัก ผลไม้ และโปรตีนจากปลา) การออกกำลังกาย (การเดินเร็วทุกวัน) การจัดการอารมณ์ (การสวดมนต์ การนั่งสมาธิ) การมีสุขภาพที่ดี ไม่ได้ป่วยมาหลายปีแล้ว

อีกคนบอกว่าแม่ของฉันอยู่ถึงอายุ 82 เป็นคนตัวเล็ก กินน้อย ชอบกินผัก ผลไม้ กล้วย ปลา ถั่ว และขยันทำงานบ้านทุกวัน (ถึงหลานจะห้ามแต่ก็ไม่เชื่อ) เป็นคนใจเย็น ไม่เคยโกรธ ไม่เคยคิดเห็นใจใคร ใจบุญสุนทาน ใช้ชีวิตอย่างถ่อมตน ประหยัด ก่อนตายเพียงวันเดียว ยังมีจิตแจ่มใส บอกลาลูกๆ ที่ขอมาเพราะรู้สึกว่านานเกินไป ไม่อยากรบกวนหลานแล้ว

อีกคนบอกว่าการสนุกกับการทำงานบ้าน (เช่น การรีดผ้า) เป็นเรื่องที่น่าสนุก
นี่คือตัวอย่างของการตั้งใจทำงานบ้าน ดังนั้นเขาจึงสรุปสำหรับการสนทนาว่า ใครสามารถหาความสุขจากการทำงานบ้านได้บ้าง? บุคคลนั้นถือว่าเป็นผู้มีโชค (มีบุญ) เหลือเฟือ เป็นการหาความสุขที่ไม่ต้องเสียเงินและเวลา

สุดท้ายนี้ ผมฝากสโลแกนไว้เตือนใจให้หันไปตามหลักการของ 4 อำเภอ ดังนี้
ก. อาหาร : กินน้อย ตายหนัก กินมาก ตายง่าย
ก. การออกกำลังกาย : ขี้เกียจ อายุสั้น ขยัน อายุยืน
ก. อารมณ์ : อารมณ์ดีนานๆ อารมณ์ชั่ววูบสั้นๆ
อันตราย : พิษชีวิตหด หยุดพิษชีวิต ยืดยาว

.
ที่มาข้อมูล