in

กะทือ กินก็ได้ดอกก็งาม แต่นามไม่เพราะ

กะทือ กินก็ได้ดอกก็งาม แต่นามไม่เพราะ

กะทู้กินได้ ดอกไม้ก็สวย แต่ชื่อไม่ใช่เพราะ

เมื่อปลายเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ผู้เขียนได้มีโอกาสไปเยี่ยมเกษตรกรทางภาคใต้ จากจังหวัดนครศรีธรรมราชไปกระบี่และสิ้นสุดที่ระนอง ระหว่างการเดินทางนักท่องเที่ยวสามารถเยี่ยมชมบ่อกุ้ง ฟาร์มปลา สวนยางพารา สวนปาล์มน้ำมัน และสวนผลไม้ต่างๆ เช่น เงาะ มังคุด ลังสาด กาแฟ ทุเรียน เป็นต้น
สวนผลไม้ที่เราเห็นส่วนใหญ่เป็นสวนผลไม้ผสมผสาน คือการปลูกพืชหลายต้นเข้าด้วยกัน รวมถึงการใช้ระบบเกษตรอินทรีย์ จากสวนนี้เองที่ผู้เขียนได้นำพันธุ์ไม้นานาชนิดกลับคืนสู่สุพรรณบุรี ในจำนวนนี้มีพืชที่จะเขียนในเวลานี้นั่นคือกะทู้

กะทู้ : พืชพื้นเมืองของไทย.
กะทู้มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Zingiber zerumbet (L.)smith จัดอยู่ในวงศ์ Zingiberaceae เช่นเดียวกับขิง ข่า และปลาย เป็นไม้ล้มลุกที่มีลำต้นอยู่ใต้ดินเรียกว่าหัวหรือเหง้า มีลำต้นเทียมประกอบด้วยกาบใบโผล่ขึ้นมาจากพื้นดิน เช่นเดียวกับกล้วยหรือข่า ก้านสามารถสูงได้ตั้งแต่ 1 ถึง 6 ฟุต ขึ้นอยู่กับสายพันธุ์ และความสมบูรณ์

ใบมีด สีเขียวเรียงสลับกันเป็นคู่ตรงข้ามกับก้านใบมีก้านใบสั้น คือ กาบใบห่อหุ้ม รูปทรงใบคล้ายขิง ข่า ปลายแหลม ขอบใบเรียบขนานกัน

ดอกไม้ ช่อโผล่ออกมาจากเหง้าใต้ดิน มีรูปร่างคล้ายสนทะเลหรือสน มีลักษณะเป็นวงรีมีกลีบซ้อน เกล็ดปลา มีดอกจริงขนาดเล็กแทรกระหว่างเกล็ดแต่ละเกล็ด ช่อดอกตั้งอยู่บนก้านสีเขียวที่ยื่นเหนือพื้นดิน สีของเกล็ดที่ประกอบเป็นช่อดอกมีสีเขียวและสีแดงสด แอปริคอตสีแดงมีขนาดเล็กกว่าแอปริคอตสีเขียว

กะทู้งอกขึ้นมาจากใต้ดินแล้วแผ่เป็นกอๆ คล้ายขิง ข่า ไพล นิยมใช้ยอดอ่อนหรือเหง้าแยกจากกอกะทู้เดิมเป็นพืชไทยโบราณพบตามป่าดิบแล้งทั่วประเทศ เป็นพืชที่รู้จักกันอย่างแพร่หลาย ในหมู่คนไทยในสมัยก่อน จนชื่อกะทู้ถูกนำมาเป็นสำนวนไทยคือสำนวนดอกกะตูนั่นเอง กะทู้มีชื่อเรียกต่างๆ นานา คือ กะทู้ป่า กะแอน ระแอน แห้ว แห้วดำ ฮโยดำ

ประโยชน์ของกะทิ
คนไทยในอดีตปลูกมะพร้าวในสวนหลังบ้านเป็นบรอกโคลี ตามที่อธิบายไว้ในหนังสืออัครพิธานสาร พ.ศ. 2416 ว่า “กะฑู่ ผักที่มีหัวใต้ดิน เผ็ด ปรุงยาได้ ต้มกินได้ แกงปลาไหลก็น่ากิน” กินเป็นผัก คือ ดอกอ่อน เนื้ออ่อนในลำต้น ยอดอ่อน เหง้าอ่อน เหง้าสด ใช้ใส่แกงดับกลิ่นคาว ส่วนเหง้าเก่าขยำน้ำเกลือจนจืดแล้วนำมารับประทานเป็นผัก กะทู้ยังมีสรรพคุณทางยาที่สามารถใช้ได้แทบทุกส่วนของการแพทย์แผนไทย เช่น พืช แก้เบื่ออาหาร ให้รสอาหาร เพิ่มความอยากอาหาร ใบไม้ ขับเลือดเน่าในปล่อง ดอกไม้ แก้ไข้เรื้อรัง บรรเทาอาการไข้ รากเหลืองบาง ๆ แก้ไข้ที่ทำให้เย็นศีรษะและเหง้า บำรุงน้ำนม บรรเทาอาการบิด ขับผายลม ขับปัสสาวะ แก้เสมหะพิษ แก้อาการแน่น แก้ไอ ภูมิแพ้ โรคผิวหนัง

ต้นมะพร้าวสามารถปลูกเป็นไม้ประดับได้ โดยเฉพาะพันธุ์ไม้ดอกสีแดงที่ไม่เติบโตและช่อดอกสีแดงสด จะบานติดต่อกันหลายเดือนในระหว่างปี อุปสรรคอย่างหนึ่งที่อาจขัดขวางไม่ให้คนไทยปลูกกะหล่ำดอกเป็นไม้ดอกคือสำนวน “ดอกกะตู” ที่ใช้ดูถูกผู้หญิงมาหลายร้อยปี หากค่านี้สามารถเปลี่ยนแปลงหรือเปลี่ยนชื่อเป็นอย่างอื่นได้ (เช่น ลานถมเป็นลีลาวดี) บางทีคนไทยอาจหันมาปลูกกะหล่ำดอกมากขึ้นเป็นไม้ดอก

.
ที่มาข้อมูล