in

กระทุ่ม: ดอกไม้แห่งทรงผมของสาวไทยสมัยก่อน

กระทุ่ม: ดอกไม้แห่งทรงผมของสาวไทยสมัยก่อน

“คุณลืมที่จะนอนและซ่อนพุ่มไม้เตี้ย
เก็บใบบอนไปตักน้ำหนึ่งช้อนในสวนฝ้าย…”??

บทกวีข้างต้นนี้เป็นส่วนหนึ่งของเรื่องราวของขุนช้างขุนแผน แต่งขึ้นในสมัยสมเด็จพระพุฒาจารย์โตฯ รัชกาลที่ 2 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ เชื่อกันว่าเป็นการแสดงออกถึงความเป็นครู คือตอนที่ขุนแผนพูดถึงอดีตเพื่อตัดขาดนางพิมพ์ที่แต่งงานและอยู่กับขุนช้าง กลอนนี้ถูกบรรดาผู้ชื่นชมวรรณกรรมไทยท่องจำ เพราะมีความสวยงามและลึกซึ้งทำให้สามารถสัมผัสบรรยากาศของจังหวัดสุพรรณบุรีในยุคนั้นได้อย่างชัดเจนอีกด้วย ว่ามีทั้งทุ่งฝ้าย คูน้ำ บอนบอน และต้นกระทุ่ม

ต้นกระทุ่มในกลอนนี้คงแผ่กิ่งก้านสาขากว้างใหญ่ และคลุมให้ต่ำพอที่จะบังแดดและลมให้ขุนแผน (ในสมัยปลายแก้ว) และนางพิมพ์พิไล (ในวัยสาว) นอนอยู่ใต้ร่มเงา และยังบังสายตาคนนอกอีกด้วย (เพราะกลอนใช้คำว่า “ซ่อนเร้น”)

คนไทยยุคใหม่อาจจินตนาการถึงต้นกระทุ่มไม่ได้ บางคนอาจไม่เคยได้ยินชื่อมาก่อนด้วยซ้ำ เพราะกระทุ่มไม่ใช่พืชเศรษฐกิจหรือไม้ประดับที่ปลูกกันทั่วไป ชาวบ้านในชนบทคงรู้จักพื้นที่ที่มีแต่ต้นกระทุ่มธรรมชาติเท่านั้น ต่างจากเมื่อก่อนคนไทยส่วนใหญ่รู้จักต้นกระทุ่ม กันเป็นอย่างดีโดยเฉพาะพวกผู้หญิงไทยในสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น จากต้นรัชกาลที่ 6 ผู้หญิงไทยหลังวัยเด็กอยากจะมีทรงผมพิเศษที่เรียกว่า “กระทุ่มทรงดอก” ส่วนใหญ่โดยเฉพาะสาวไทยภาคกลางและกรุงเทพฯ

กระทุ่ม : พืชพื้นเมืองที่ลุ่มของประเทศไทย
ในประเทศไทยมีต้นไม้หลายชนิดที่ชื่อว่ากระทุ่มแบนแต่ที่รู้จักกันแพร่หลายที่สุด และปรากฏในเรื่องราวของขุนช้างขุนแผนเป็นกระทุ่มซึ่งมีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Mitragyna javanica Koord + Val. อยู่ในวงศ์ Rubiaceae เช่นเดียวกับต้นกระทุ่ม ที่คนไทยรู้จักมากขึ้น โดยเฉพาะคนไทยในภาคใต้เพราะชอบนำใบกระท่อมสดมา มาเคี้ยวให้กระฉับกระเฉง ทำงานหนัก ไม่เหนื่อย กระท่อมมีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Mitragyna speciosa Korth จะเห็นว่าทั้งกระทุ่มและกระท่อมมีนามสกุลเดียวกัน (Aenus) จึงมีลักษณะที่แตกต่างกัน ใกล้มาก

กระทุ่มเป็นไม้ยืนต้นขนาดกลาง สูง 10-15 เมตร ในประเทศไทยพบได้ทั่วไปในที่ราบลุ่ม โดยเฉพาะในนาข้าวในภาคกลางที่ถูกน้ำท่วม ใบเป็นคู่ตรงข้าม หว่างหู ส่วนใบเป็นตุ่นปากเป็ด ลำต้นค่อนข้างตรง ผิวเปลือกของลำต้นมีสีเทาเข้ม แตกกิ่งก้านสาขากระจายในที่ร่มค่อนข้างหนาแน่น เป็นทรงพุ่มค่อนข้างกลม มีดอกเป็นกระจุกที่ปลายกิ่ง ดอกไม้แต่ละดอกมีลักษณะเป็นทรงกลมและมีเกสรตัวผู้ พันรอบดอกคล้ายดอกกระถิน จะมีสีเหลืองซีดและมีกลิ่นหอม
กำเนิดกระทุ่มสันนิษฐานว่าอยู่ในที่ราบลุ่มทางตอนใต้ของอินเดีย พม่า ไทย ลาว กัมพูชา มาเลเซีย อินโดนีเซีย เป็นต้น ซึ่งให้ชื่อวิทยาศาสตร์ว่า กระทุ่มโขง พบกระทุ่มเป็นครั้งแรก บนเกาะชวาของอินโดนีเซียจึงตั้งชื่อสายพันธุ์ว่าชวานิกา

คนไทยรู้จักกระทุ่มกันมาตั้งแต่สมัยโบราณ เพราะเป็นไม้พื้นเมืองของไทยที่พบในทุกภาคของประเทศไทยที่ปรากฏในวรรณคดี
นิทานไทยหลายเรื่อง ในหนังสืออัครพิธาน สารรับ ของ ดร.ประเดิ้ล พ.ศ. 2416 กระทุ่มกล่าวว่า ต้นไม้อีกต้นหนึ่ง ใบเล็ก ดอกคล้ายดอกตะกุย มีกลิ่นหอม ขึ้นตามชายป่า ต้นไม้อีกชนิดหนึ่งที่ตอนนี้ไม่เรียกชื่อนี้แล้วคือ ?ตั้ม : ต้นไม้ชนิดหนึ่ง ดอกและใบคล้ายกระทุ่มล้มอยู่กลางทุ่ง”
สันนิษฐานว่ากระทุ่มแบนในหนังสืออัคขะภิธานสาร อาจหมายถึงต้นกระทุ่มที่ชาวกรุงเทพฯเรียกว่ากระทุ่มแบนสายพันธุ์ Anthocephalus chinensis Rich อดีต Walp ซึ่งก็คือ
ในตระกูลเดียวกัน กระทุ่ม น่าจะเป็นต้นกระทุ่มในกรุงเทพฯ เรียกว่า กระทุ่ม หรือ กระทุ่มนา ในบทขุนช้างขุนแผน

กรณีของกระทุ่มจะคล้ายกับเรียกชื่อทองหลาง ซึ่งตามทฤษฎีและชื่อคนกรุงเทพฯ ในสมัยก่อน ทองหลาง แปลว่า ทองหลางบก เช่น ทองหลาง ใบม่อน ในขณะที่ ทองหลาง ใบเหล็ก มักใช้ห่อเมี่ยงคำ เมื่อก่อนเรียกว่าทองหลง หรือทองหลางน้ำ ปัจจุบันไม่มีใครรู้จักชื่อทองหลง แถมไม่รู้จักชื่อเหมือนกัน
ชื่อกระทุ่มน้ำ นอกจากกระทุ่มนา (ภาคกลาง), กระทุ่มแดง (กาญจนบุรี), ถ้ำน้ำ, ถ้ำน้อย (ภาคเหนือ), กระทุ่มโคก (โคราช), ถ้ำนา (สุราษฎร์ธานี).

ประโยชน์ของกระทุ่ม
ที่น่าแปลกใจคือ กระทุ่ม ซึ่งเป็นต้นไม้พื้นเมืองดั้งเดิม กลับไม่พบว่ามีการใช้กระทุ่มเป็นสมุนไพรโดยหมอพื้นบ้าน ประโยชน์ส่วนใหญ่อยู่ที่การใช้ไม้ นอกจากจะใช้เป็นเชื้อเพลิงแล้ว (ถ่านฟืน) ยังใช้ทำเสา ไม้กระดาน บ้าน ฯลฯ และทำเยื่อกระดาษได้

เนื่องจากกระทุ่มพึ่งพาธรรมชาติในทุ่งนาจึงเป็นที่กำบังจากแสงแดดและลมในฤดูแล้งหรือในฤดูทำนา เป็นที่อยู่อาศัยของนก แมลง ผึ้ง เป็นต้น ในทุ่งกระทุ่มสามารถทนต่อน้ำท่วมได้ดี เป็นระบบนิเวศในหนองน้ำที่มีมาช้านาน เป็นภูมิประเทศเฉพาะของนาข้าวบางชนิด ดูสวยงามและมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวเหมือนทุ่งอื่นๆ
รูปทรงของต้นไม้และทรงพุ่มของกระทุ่มมีความพิเศษ เหมาะที่จะปลูกเป็นต้นไม้ประดับอาคารเพื่อให้ร่มเงา และทำให้ดอกไม้มีกลิ่นหอม ในอนาคตจะมีคนใช้ตกแต่งอาคารที่อยู่อาศัยมากขึ้น ต้นกระทุ่มเก่ามาก ลำต้นจะไม่สูง แต่จะมีกิ่งที่คดเคี้ยวแสดงอายุใกล้เคียงกับบอนไซยอดนิยม ซึ่งเป็นลักษณะที่หายากในต้นไม้อื่น

กระทุ่มเป็นต้นไม้ที่มีความเกี่ยวโยงกับความเชื่อของมนุษย์ หรือศาสนามานับพันปี ในอินเดียโบราณเชื่อว่ากระทุ่มเป็นต้นไม้อมตะ ไม่เคยตายเพราะว่ากันว่าเมื่อครุฑดื่มยาอายุวัฒนะแล้วบินไปที่เกาะที่ต้นกระทุ่มน้ำอมฤตตรงจะงอยปากของครุฑหยดลงบนต้นกระทุ่ม จึงทำให้ต้นกระทุ่มกลายเป็นต้นไม้ที่ไม่ตายเช่นกัน

เชื่อกันว่าพระกฤษณะเคยนำฝูงวัวและวัวมาอยู่ใต้ร่มเงาของต้นกระทุ่ม (เช่นเดียวกับปลายแก้วและนางพิม) ต้นกระทุ่มกลายเป็นต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์ของพระกฤษณะ ผู้ที่บูชากฤษณะเคารพต้นกระทุ่มและนำดอกกระทุ่มมาบูชากฤษณะด้วย เป็นที่น่าสนใจที่จะคิดว่าผู้หญิงไทยในสมัยก่อนเคยตัดผมทรงดอกกระทุ่ม นอกจากความสะดวกและความสวยงามแล้วยังอาจเกิดจากความเชื่อที่ว่าต้นกระทุ่มและดอกกระทุ่มเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์และเป็นมงคลอีกด้วย เช่นเดียวกับชาวอินเดีย

ปัจจุบันนี้หากท่านผู้อ่านอยากเห็นต้นกระทุ่มที่สวยงามในทุ่งนาอาจจะมองเห็นได้ในทุ่งที่น้ำเคยท่วม เช่น สุพรรณบุรี อ่างทอง สิงห์บุรี พระนครศรีอยุธยา กาญจนบุรี ฯลฯ หรือแม้แต่หลายจังหวัดในทุ่งกุลาร้องไห้ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ขอบอกเลยว่าเมื่อเห็นต้นกระทุ่มเติบโตในทุ่งตามธรรมชาติแล้วจะรู้สึกคุ้มกับความพยายาม และอาจนึกถึงความงามของผู้หญิงไทยในสมัยก่อนที่เคยใส่ทรงผมดอกกระทุ่มนั้น

.
ที่มาข้อมูล