in

กระดังงา : กลิ่นที่ล้ำค่าเมื่อนำมาลนไฟ

กระดังงา : กลิ่นที่ล้ำค่าเมื่อนำมาลนไฟ

ในภาษาไทยของเรามีสำนวนที่คนไทยคุ้นเคย และมีการใช้มาช้านานซึ่งเกิดจากการที่คนไทยถือศีลอดต่อพืชและดอกไม้ โดยคัดเอาลักษณะเด่นหรือความพิเศษมาเปรียบเทียบกับลักษณะอื่นหรือของมนุษย์ บางครั้งคนไทยในปัจจุบันไม่รู้จักหรือคุ้นเคยกับพืชหรือดอกไม้นั้น . แต่ก็ยังคุ้นเคยและเข้าใจความหมายของสำนวนที่มาจากต้นไม้หรือดอกไม้ “ไฟกระดังงา” คนไทยส่วนใหญ่เข้าใจความหมายโดยนัยของสำนวนนี้เป็นอย่างดี ว่ามีความหมายตามพจนานุกรมราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๒๕ ผู้หญิงที่แต่งงานแล้วหรือเคยผ่านผู้ชายมาก่อนรู้วิธีปฏิบัติและเอาอกเอาใจผู้ชายดีกว่าผู้หญิงที่ไม่เคยแต่งงาน”

สำนวน “ไฟกระดังงา” เป็นที่รู้จักและใช้กันอย่างแพร่หลายในสังคมไทยทั้งในอดีตและปัจจุบันจนถึงปัจจุบัน จนมีหัวหน้ามาแต่งเพลงดัง คอรัสทั่วไป เนื้อเพลงท่อนหนึ่งของเพลงนี้ที่จำได้ดีคือ…. “โอ้ ดอกกระดังงา กลิ่นหอมของท่านจะมีค่าเมื่อจุดไฟ…” จากสำนวนที่แพร่หลายในหมู่คนไทยตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันทำให้คนทั่วไปรู้จักชื่อกระดังงาเช่นกัน แม้ว่าคนไทยส่วนใหญ่ไม่เคยรู้จัก ต้นกระดังงา? และคนไทยก็ทราบด้วยว่าดอกกระดังงาจะมีกลิ่นหอมเป็นพิเศษเมื่อถูกเผา แม้ว่าคนไทยส่วนใหญ่ (กว่าร้อยละ 90) จะไม่เคยนำดอกกระดังงามา Firestorm พิสูจน์สำนวนดังกล่าวเลย กระดังงาเป็นต้นไม้หรือดอกไม้พิเศษ คนไทยคนหนึ่งที่ถึงแม้จะดูคุ้นเคยแต่อยู่ห่างไกลราวกับรู้จักกันดีแต่ยังไม่รู้จัก หรืออะไรประมาณนั้น

กระดังงา : จากป่าสู่พญานาค

กระดังงาเป็นชื่อเรียกรวมของเถาวัลย์หรือไม้ยืนต้นหลายประเภทในวงศ์ Annonaceae มีน้อยเที่ยง น้อยนา และสายหยุด เป็นต้น ที่รู้จักกันดีในประเทศไทย ได้แก่ กระดังงาไทย กระดังงาจีน กระดังงาป่า (กันแวก) รวมทั้ง กระดังงา สงขลา เป็นต้น

* กระดังงาไทยมีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Cananga odorata (ลำ.) ฮุก. ฉ & ทอมสันเป็นไม้ยืนต้นขนาดกลางสูงประมาณ 15-20 เมตร แตกแขนงมาก ทรงพุ่มมีความหนาแน่น ใบมีความหนาแน่น เปลือกมีสีเทาไม่สม่ำเสมอ มีรอยแผลเป็นจากใบไม้ที่ร่วงหล่นไปทั่วทั้งต้นไม้ ใบเดี่ยว สีเขียวเข้ม กว้าง 4-7 ซม. ยาว 10-15 ซม. โคนมน ปลายแหลม ขอบหยัก ผิวใบเรียบและอ่อนนุ่ม ใบอ่อนมีขนทั้งสองข้าง ใบแก่จะมีขนตามเส้นใบ ก้านใบยาว 1-1.5 ซม. ดอกไม้มักจะออกเป็นช่อตามกิ่งเหนือรอยบากของใบหรือตามซอกใบ ช่อหนึ่งมี 3-6 ดอกบนก้านช่อ ดอกยาว 0.5-1 ซม. แต่ละดอกมี 6 กลีบ แบ่งออกเป็น 2 ชั้น กลีบนอก 3 กลีบ กลีบชั้นใน 3 กลีบ กลีบด้านในมีขนาดเล็กกว่าและสั้นกว่ากลีบด้านนอก ยาว 5-9 ซม. ขอบกลีบหยัก รูปกลีบดอกบิดเบี้ยว มีเกสรตัวผู้หลายอันกดรวมกันเป็นกลีบกลมตรงกลางดอก แต่ละดอกมีกลีบเลี้ยง 3 กลีบ ก้านมีขนยาว 2-5 ซม. ผลไม้อยู่ในกลุ่ม 5-15 ข้างในมีเมล็ดรูปไข่สีน้ำตาล

ต้นกำเนิดของกระดังงาของไทยอยู่ในป่าดิบชื้นทางภาคใต้ของประเทศไทย และยังพบในมาเลเซีย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ อินเดียตอนใต้ เป็นต้น ชื่อวิทยาศาสตร์ของกระดังงาประกอบด้วยสกุล Cananga (Kananga) น่าจะเป็น ชื่อพื้นเมืองของกระดังงาในประเทศมาเลเซีย อินโดนีเซีย ว่าชื่อกระดังงาในภาษาไทยมาจากชื่อในประเทศมาเลเซีย-อินโดนีเซีย (เช่น ชมพู่ จำปา ตะลิงปลิง เป็นต้น) ส่วนชื่อพันธุ์ (สปีชีส์) odorata หมายถึง กลิ่นหอม ชื่อภาษาอังกฤษของกระดังงาไทยคือ Kenanga, Ylang ylang ในขณะที่ชื่อภาษาไทยคือ ylang-ylang ใบใหญ่ (ภาคภาษาไทย) กลาง) ต้นสะบ้า สบันงา (ภาคเหนือ) กระดังงา กระดังงา (ภาคใต้)

คนไทยคงคุ้นเคยกับกระดังงาไทยมาช้านาน ดังที่หนังสือ The Sacrament of Archeology ของ Dr. Pradle อธิบายว่า: “กระดังงา : ชื่อต้นไม้ ประมาณห้าหมัดหกหมัด ดอกยาว กลีบดอกสีเหลือง มีกลิ่นหอม” หมายความว่าคนไทยในปี พ.ศ. 2416 หรือ 140 ปีที่แล้วรู้จักกระดังงาเป็นอย่างดี

* กระดังงาจีนมีชื่อทางพฤกษศาสตร์ว่า Artabotrys hexape-talus (Lf) Bhan อยู่ในวงศ์ Annonaceae เช่นกัน เป็นเถาองุ่นขนาดใหญ่ มีถิ่นกำเนิดในพม่าและอินเดีย ใบและดอกมีลักษณะเหมือนกระดังงาไทย ภาคเหนือเรียกว่าสบันงาเครือ

* สงขลากระดังงา มีชื่อพฤกษศาสตร์ว่า Cananga odorata (Lamk.) Hook ฉ & ทอมสัน วาร์ fruticosa (เคริบ) J. Sincl. เป็นไม้พุ่มขนาดเล็ก สูง 1-4 ม. ทรงพุ่ม ลำต้น ใบ ดอก คล้ายกระดังงาไทยมาก แต่มีขนาดเล็กและหอมน้อยกว่ากระดังงาไทย

สงขลา กระดังงา เกิดที่บ้านชะนอง อำเภอจะนะ จังหวัดสงขลา ได้มาจากการเพาะเมล็ดกระดังงาของไทย จึงถือว่าเป็นการกลายพันธุ์จากกระดังงาไทย ชื่อทางพฤกษศาสตร์ของทั้งสกุลและสปีชีส์จึงเป็นชื่อเดียวกัน แค่แบ่งย่อย เป็นชนิดย่อย (วาไรตี้) เพิ่มขึ้นเพราะเกิดที่จังหวัดสงขลาจึงเรียกกันทั่วไปว่าสงขลากระดังงา ทางใต้เรียกว่ากระดังงาเบา

ประโยชน์ของกระดังงา
ในด้านสมุนไพรส่วนใหญ่ใช้กระดังงาไทย เพราะรู้จักคนไทยมาช้านาน ซึ่งอาจใช้ กระดังงา สงขลา ทดแทนได้ เพราะมีคุณสมบัติใกล้เคียงกัน

* ดอก : หอม สงบ บำรุงโลหิต บำรุงธาตุ บำรุงหัวใจ แก้ลมวิงเวียน เสริมกำลัง

* ไม้ : รสขม ขับปัสสาวะ แก้ปัสสาวะพิการ

* เปลือก : รสฝาด ขับปัสสาวะ ปัสสาวะพิการ ท้องเสีย

* ใบ : รักษาโรคผิวหนัง กลากเกลื้อน แก้คัน ขับปัสสาวะ

* เกสร : แก้ร้อนในกระหาย แก้ธาตุ แก้โรคตา เพิ่มความอยากอาหาร

* ราก : ยาคุมกำเนิด

ในดอกกระดังงามีน้ำมันหอมระเหยที่เรียกว่า ” น้ำมันกระดังงา มีฤทธิ์ลดความดันโลหิตสูง ต้านเชื้อรา ต้านแบคทีเรีย ยีสต์ ไล่แมลง และสามารถฆ่าเซลล์มะเร็งได้ นอกจากนี้ยังใช้ในการบำบัดด้วยกลิ่นหอมเพื่อบรรเทาอาการหัวใจเต้นเร็ว หายใจถี่ ความดันโลหิตสูง ปัญหาทางเดินอาหารและปัญหาทางจิตทางเพศเป็นต้น

น้ำมันหอมระเหยกระดังงายังใช้ทำน้ำหอมอีกด้วย เครื่องปรุงแต่งกลิ่นรส ใช้สำหรับปรุงแต่งรสขนมหรือ อาหารที่มีกลิ่นหอมอีกด้วย

สมัยก่อนดอกกระดังงา มาอบให้หอมขนมไทยกัน ใช้วิธีการนำดอกกระดังงามาจัดวางให้สด โดยเปลวไฟจากเทียนจะทำลายต่อมน้ำหอมในกลีบดอก แล้วส่งกลิ่นหอมกว่าปกติ แล้ววางบนไม้เสียบในภาชนะที่ปิดสนิทไว้หนึ่งคืนแล้วนำน้ำมาคั้นกะทิหรือทำน้ำเชื่อมสำหรับทำขนมต่อไป เทคนิคและวิธีการนำดอกกระดังงามาผิงไฟเพื่อเพิ่มความหอมดังกล่าว นี่คงเป็นที่มาของสำนวนไทย “ไฟกระดังงา” ดังกล่าวข้างต้น

คนไทยในสมัยก่อนเคยทอดดอกกระดังงาในน้ำมันมะพร้าว เพื่อนำน้ำมันมาติดผมด้วยซึ่งจะมีผลกับการลดกลิ่นของน้ำมันมะพร้าวและเพิ่มกลิ่นของกระดังงาเข้ามาแทนที่

กระดังงาไทยเป็นไม้ต้นขนาดเล็ก ทรงพุ่มขนาดใหญ่มีใบหนาแน่นตลอดปี จึงเหมาะสำหรับปลูกเป็นร่มเงารอบบ้าน นอกจากนี้ยังมีไม้ดอกตลอดปีอีกด้วยจึงควรปลูกบ้าง ส่วนนักอ่านที่มีเนื้อที่น้อยอาจปลูกสงขลากระดังงาที่เป็นไม้พุ่มขนาดเล็กแต่ให้ดอกตลอดปีเช่นกันอาจพบว่ากระดังงาไทยนั้นค่อนข้างยาก แต่สำหรับสงขลานั้นหาง่าย และราคาของเมล็ดก็ไม่แพงเลย

ขอขอบคุณรูปภาพจาก “ไม้ประดับในประเทศไทย”

.
ที่มาข้อมูล